
ธุรกิจก่อสร้างไทยกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน
การประมูลงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินจำนวน 5 สัญญา วงเงินรวมกว่า 5 หมื่นล้านบาท รุดหน้าไปอย่างเงียบๆ ไม่ใคร่เป็นที่สนใจของชาวบ้าน สื่อมวลชนก็เสนอข่าวกันน้อย แม้แต่นักการเมืองฝ่ายค้านก็ไม่เห็นวิพากษ์วิจารณ์ ตัวผมเองยังอดแปลกใจไม่ได้ที่ในช่วงที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มีการอภิปรายเรื่องรถไฟฟ้าเหมือนกัน แต่เป็นสายสีม่วง ไม่ใช่สายสีน้ำเงิน และแม้แต่ในช่วงที่มีข่าวว่าธุรกิจในครอบครัวของรัฐมนตรีท่านหนึ่งชนะประมูล ก็เป็นข่าวค่อนข้างเล็กที่ลงพิมพ์ไม่ทั่วถึงทุกฉบับด้วยซ้ำไป
ผมขออนุญาตลำดับเรื่องให้ฟังคร่าวๆ นะครับ
หนึ่ง ช่วงปลายเดือน ม.ค. 2553 มีการประกาศเงื่อนไขการประมูล หรือ ทีโออาร์ และเปิดขายซองประมูล ช่วงนี้มีบริษัทต่างชาติที่บ่นดังๆ ว่า เงื่อนไขกีดกันบริษัทต่างชาติ โอกาสที่บริษัทต่างชาติจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการก่อสร้างรถไฟใต้ดินสายนี้แทบจะไม่มีเลย เว้นเสียแต่จะเป็นการร่วมทุนกับบริษัทก่อสร้างไทยไม่กี่บริษัทที่มีคุณสมบัติครบตามทีโออาร์
ในช่วงนั้นผมได้ยินเสียงนินทาว่า การเขียนเงื่อนไขแบบนี้อาจทำให้ต้นทุนแพงขึ้นหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ผมก็ย้อนถามกลับไปว่า มันก็เป็นแบบนี้มาทุกยุคทุกสมัยไม่ใช่หรือ คืองานก่อสร้างของทางราชการจะแพงกว่าของเอกชนในระดับประมาณสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ คำชี้แจงที่ได้รับคือ คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะนั่นเป็นเพียงส่วนแบ่งของฝ่ายราชการและฝ่ายการเมือง ซึ่งแม้แต่ในส่วนนี้เองในหลายปีหลังก็มีแนวโน้มมูมมามกันมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งที่ทุกคนก็คิดออก แต่อาจจะลืมเอามารวม คือ ส่วนที่เอาไปจัดสรรกันเองในหมู่ผู้ที่ร่วมกันฮั้วประมูล ตลอดจนกำไรของผู้ชนะประมูลเองที่จะต้องมีมากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ทุกคนมองข้าม คือ ส่วนที่เกิดจากความหย่อนประสิทธิภาพอันเนื่องมาจากการขาดการแข่งขัน ส่วนนี้เองที่ทำให้ธุรกิจก่อสร้างไทยไม่พัฒนาเท่าที่ควร และไม่สามารถไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ ทั้งๆ ที่ควรจะมีความได้เปรียบในเรื่องแรงงาน เพราะเรามีแรงงานก่อสร้างต้นทุนต่ำเหลือเฟือ จนต้องส่งออกไปทำงานในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก
ในการขายซองประมูล มีบริษัททั้งไทยและเทศสนใจซื้อกันคึกคัก รวมกันถึง 25 บริษัท ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ก็ไม่วายมีเสียงค่อนขอดให้ได้ยินอีกว่า ราคาซองถูกจะตาย ทำไมแค่นี้จะขอให้ช่วยกันซื้อไม่ได้ หรือแม้แต่จะให้ขาใหญ่ควักกระเป๋าซื้อแจกก็ยังไหว ไม่เชื่อให้รอดูเวลายื่นซองประมูลว่าจะเหลือสักกี่บริษัท
สอง ช่วงปลายเดือน เม.ย. 2553 เป็นช่วงยื่นซองประมูล ปรากฏว่าสัญญาที่ 14 มีผู้ยื่นซองเพียงสัญญาละ 4 ราย ซึ่งที่จริงก็เป็นไปตามคาด เพราะบริษัทที่มีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไขก็มีอยู่เพียงประมาณเท่านี้
สาม ช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2553 มีการประกาศผลการประมูลสัญญาที่ 3 และ 4 ปรากฏว่ากลุ่มบริษัท ยูนิค กับซิโนไทย ชนะประมูลคนละสัญญา และที่เป็นข่าวขึ้นมาบ้าง เพราะซิโนไทย เป็นธุรกิจในครอบครัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
มีหลายคนแปลกใจที่ยังไม่มีชื่อของอิตาเลียนไทย กับ ช.การช่าง ซึ่งก็ทำให้คาดกันว่า 2 ยักษ์ใหญ่นี้จะได้รับการชูมือในการประกาศผลครั้งต่อไป
สี่ ช่วงต้นเดือน ก.ค. 2553 มีการประกาศผลการประมูลสัญญาที่ 1 และ 2 ปรากฏว่า ช.การช่าง ได้ไปทั้งสองสัญญา พลิกความคาดหมายของเซียนที่ฟันธงไว้ล่วงหน้าว่า 4 กลุ่มที่ยื่นประมูลสัญญาที่ 14 จะแบ่งกันคนละสัญญา
แต่คนที่มองโลกในแง่ร้ายก็ไม่ได้ยอมแพ้นะครับ ยังยืนยันว่าอาจจะมีความไม่โปร่งใสแฝงอยู่ในความแนบเนียนก็เป็นได้
ผมได้ลำดับเหตุการณ์ และนำเสียงนินทามาเล่าต่อ พร้อมกันนี้ขอถือโอกาสเพิ่มข้อสังเกตอีกบางประเด็น ดังนี้
ประเด็นแรก ทั้งๆ ที่เงื่อนไขการประมูลกีดกันบริษัทต่างชาติอย่างชัดเจน แต่เสียงบ่นกลับมีเพียงเล็กน้อย และการประท้วงหรือคัดค้านอย่างเป็นทางการกลับไม่มีเลย มิหนำซ้ำยังมีบริษัทต่างชาติไปซื้อซอง โดยมีคุณสมบัติไม่ครบอีกหลายราย ผมสันนิษฐานว่า บริษัทข้ามชาติเหล่านี้ เวลาไปหากินในประเทศกำลังพัฒนา ความเข้มข้นในเรื่องจริยธรรมก็อาจจะหย่อนยานลงไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับบริษัทท้องถิ่น ทำให้การร้องเรียนในเรื่องความไม่โปร่งใสกลายเป็นเรื่องได้ไม่คุ้มเสีย เพราะตนเองก็อาจจะมีแผลเช่นกัน
ประเด็นที่สอง สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศที่มักจะยื่นมือเข้ามาให้กู้ยืมในโครงการสาธารณูปโภค ส่วนใหญ่มีนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชันในประเทศลูกหนี้ที่เขียนไว้สวยหรู แต่ในทางปฏิบัติ ผมสังเกตว่าเขาจะแข็งขันเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการคอร์รัปชันแบบตรงๆ เช่นการรับหรือจ่ายสินบน แต่จะหย่อนยานลงในเรื่องความไม่โปร่งใสอื่นๆ เช่นการวิ่งเต้นเพื่อให้ชนะการประมูล การล็อกสเปก หรือการเสนอผลประโยชน์ต่างตอบแทน เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะในบางโครงการ เจ้าหนี้อยากให้ผู้รับเหมาในประเทศของตนได้งาน ทำให้ต้องหรี่ตา หรือหลับตาข้างหนึ่งเมื่อมีการประมูล
เพราะฉะนั้น อย่าไปเชื่อว่าการขอกู้จากธนาคารโลก หรือ เอดีบี หรือ ไจกา เขาจะช่วยดูแลในเรื่องความโปร่งใสให้
เรื่องสุดท้าย ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะพยายามสร้างเงื่อนไขเพื่อให้งานก่อสร้างของทางราชการตกอยู่ในมือของบริษัทรับเหมาไทย แต่ควรเป็นเงื่อนไขที่ไม่ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณมากจนเกินไป เช่นเปิดการประมูลให้กว้าง แต่ถ้าแพงกว่ากันไม่เกิน 5% ก็ให้บริษัทไทยชนะ เป็นต้น
มีอีกเงื่อนไขหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจก่อสร้างของไทยเข้มแข็งขึ้น และเป็นประโยชน์กับประเทศชาติในระยะยาว คือ การให้บริษัทไทยที่มีประสบการณ์ในต่างประเทศมีแต้มต่อในการประมูล
ทำได้แบบนี้จะช่วยให้บริษัทรับเหมาไทยพยายามพัฒนาตนเอง และขวนขวายไปแข่งขันประมูลงานในต่างประเทศมากขึ้น







