posttoday
อย่าใชอารมณ์กับร่าย พรบ. คุ้มครองความเสียหายจากการรักษา

อย่าใชอารมณ์กับร่าย พรบ. คุ้มครองความเสียหายจากการรักษา

22 กรกฎาคม 2553

การแพทย์ไทยได้ชื่อว่ามีคุณภาพและได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับจากสากล แพทย์ไทยได้ชื่อว่ามีคุณธรรม จริยธรรม สมดังที่สมเด็จพระราชบิดาทรงสอนให้แพทย์ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นกิจที่หนึ่ง ประโยชน์ของแพทย์เป็นกิจที่สอง แพทย์ไทยจึงยังคงได้รับความไว้วางใจ ได้รับการนับหน้าถือตาจากสังคมมาโดยตลอด ในแต่ละปีมีนักเรียนสมัครสอบเข้าเรียนแพทย์เป็นจำนวนมาก เป็นสิบๆ เท่าของที่รับเข้าเรียนได้

สมัยก่อน การบริการทางการแพทย์ในบ้านเราเป็นระบบอุปถัมภ์ ความสัมพันธ์ของแพทย์และผู้ป่วยเป็นแบบพึ่งพิง แต่เมื่อสังคมพัฒนาไป ความสัมพันธ์ระหว่างกันกลายเป็นระบบแลกเปลี่ยนและเป็นเรื่องของสิทธิและหน้าที่ระหว่างกันมากขึ้น เป็นความสัมพันธ์ทางราบมากขึ้น

หากแพทย์ยังคงยึดหลักแห่งคุณธรรม จริยธรรม ของวิชาชีพไว้ให้มั่น ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยและญาติก็จะคงอยู่เสมอ ไม่เสื่อมคลาย

เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่า การบริการทางการแพทย์ ไม่ว่าจะดำเนินการให้ดีที่สุดอย่างไร ก็ยังอาจมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะเป็นบริการที่ทำกับมนุษย์ที่มีความสลับซับซ้อนของระบบต่างๆ ในร่างกาย และยังมีปัญหาซับซ้อนของพยาธิสภาพ การเจ็บป่วยต่างๆ รวมไปถึงความซับซ้อนของวิทยาการและเทคโนโลยีที่ใช้ด้วยเสมอ ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการแพทย์เจริญก้าวหน้าที่สุด ในแต่ละปีก็ยังมีผู้ป่วยได้รับผลเสียหายจากการรักษาเป็นหมื่นเป็นแสนคน จนเกิดระบบประกันการประกอบวิชาชีพของแพทย์ เนื่องจากมีการฟ้องร้องแพทย์ตามมามาก

ในบ้านเราก็มีแนวโน้มไปทางนั้นอยู่ไม่น้อย เพราะสังคมเริ่มมองว่า การแพทย์ส่วนหนึ่งกำลังถูกทำให้เป็นบริการเชิงธุรกิจ จึงมีการตั้งความหวังต่อผลการรักษาว่าจะต้องได้รับอย่างสูงสุด เมื่อเกิดปัญหาแทรกซ้อนใดๆ ขึ้นไม่ว่าน้อยหรือมาก จึงกระทบความรู้สึกอย่างรุนแรงตามไปด้วย

แต่สังคมบ้านเราก็ยังไม่ถึงกับเป็นแบบในสหรัฐอเมริกา เพราะแพทย์ไทยส่วนใหญ่ยังให้บริการทางวิชาชีพอยู่ในระบบบริการสาธารณะภาครัฐ ซึ่งไม่ใช่บริการเชิงธุรกิจ คนไทยส่วนใหญ่จึงยังรัก ศรัทธา และไว้วางใจแพทย์อยู่มาก

ในประเทศแถบสแกนดิเนเวียอย่างเช่นที่สวีเดน เขามีระบบกองทุนชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการรักษาพยาบาล เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยและญาติ กรณีเกิดผลเสียหายอันไม่พึงประสงค์จากการรักษา โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความถูกผิดว่าผลเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากสาเหตุใดหรือเกิดจากใคร ทำให้ปัญหาการฟ้องร้องทางศาลต่ำมาก เพราะผู้เสียหายได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสมในระดับที่สังคมยอมรับกันได้ แพทย์ก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นจากการรักษาของตน ทั้งที่ตนได้พยายามทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว

ในการประกอบวิชาชีพของแพทย์ แพทย์มีความตั้งใจและประสงค์จะให้ผู้ป่วยของตนหายจากการเจ็บป่วยและมีสุขภาพดีที่สุดอยู่แล้ว ไม่มีแพทย์คนไหนอยากทำให้ผู้ป่วยที่ตนดูแลอยู่ได้รับความเสียหายใดๆ ขึ้น แต่ความเสียหายก็อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งที่มนุษย์ควบคุมได้และไม่ได้

ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีผู้ป่วยหรือประชาชนคนไหนอยากฟ้องร้องเอาเป็นเอาตายกับแพทย์ที่ให้การรักษาเขาด้วยมนุษยธรรม จริยธรรม และด้วยความตั้งใจที่ดี

ปัจจุบันในบ้านเรา เมื่อผู้ป่วยได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล สามารถฟ้องร้องทางแพ่งเรียกค่าเสียหายจากแพทย์หรือจากสถานพยาบาลที่แพทย์สังกัด ซึ่งมักต้องเสียเวลานานมากและสามารถฟ้องคดีอาญาต่อแพทย์ผู้รักษาได้อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ใช่กรณีเจตนาและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงศาลก็มักจะไม่รับฟ้อง หรือถ้ารับฟ้องก็มักจะไม่ลงโทษทางอาญาแก่แพทย์ เพราะถือว่าแพทย์ประกอบวิชาชีพช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อยู่แล้ว ยกเว้นกรณีที่มีหลักฐานให้ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำที่เจตนาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน ประชาชนประมาณ 46 ล้านคน ที่อยู่ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก็สามารถขอรับเงินชดเชยช่วยเหลือกรณีที่ได้รับผลเสียหายจากการรับการรักษา ตามมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้อยู่แล้ว ซึ่งตั้งแต่มีกฎหมายฉบับนี้มาตั้งแต่ปี 2545 มีผู้เสียหายขอรับเงินช่วยเหลือมาแล้วประมาณ 1,600 คน (ข้อมูลถึงปี 2551) ทำให้ลดการฟ้องศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งหรือการฟ้องทางอาญาลงไปได้มาก

ต่อมาเมื่อมีการยกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขขึ้น เพื่อให้มีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยและญาติในกรณีได้รับความเสียหายจากการรักษาโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด และที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เมื่อเดือน ธ.ค. 2551 ก็มีฉันทามติสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งผลักดันการออกกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนทุกคนในทุกระบบและครอบคลุมการรักษาทั้งในสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน โดยให้ยกเลิกการดำเนินการตามมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.หลักประกันฯ มาใช้ระบบนี้เหมือนกันทั้งหมด

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ที่จะทำให้แพทย์ได้รับผลกระทบในทางเสียหายอะไรเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้ามจะทำให้ผู้ได้รับความเสียหายจากการรักษาได้รับเงินชดเชยช่วยเหลือในจำนวนที่เหมาะสมและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การฟ้องร้องทางแพ่งก็ย่อมจะลดน้อยลงตามไปอีกด้วย

สำหรับการฟ้องทางอาญา ปัจจุบันผู้ป่วยมีสิทธิฟ้องได้อยู่แล้ว ร่าง พ.ร.บ.นี้ก็ไม่ได้ทำให้มีมากขึ้น แต่กลับมีข้อดีกว่าเดิม กล่าวคือ ในกรณีที่ผู้ป่วยขอรับเงินช่วยเหลือตาม พ.ร.บ.นี้ กฎหมายกำหนดให้มีการจัดทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาตัดสินลดโทษหรือไม่ลงโทษทางอาญาต่อแพทย์ได้ด้วย นั่นหมายความว่า โอกาสที่แพทย์จะได้รับโทษทางอาญาก็จะลดลงไปกว่าปัจจุบันอีก

นอกจากนั้น ร่าง พ.ร.บ.นี้ยังสร้างช่องทางใหม่ให้ผู้ป่วยและแพทย์ได้ใช้โอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันโดยให้มีระบบการไกล่เกลี่ยแบบสมัครใจ ซึ่งระบบนี้ไม่กระทบกับการพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ป่วย แต่จะทำให้แพทย์และผู้ป่วยได้คุยกันอย่างเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยมีคณะบุคคลและกระบวนการที่เหมาะสมเข้ามาช่วย ซึ่งจะทำให้แพทย์และผู้ป่วยได้สานความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข และยังจะสามารถลดการฟ้องร้องอื่นๆ ได้อีกด้วย

ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสำคัญใน “ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552” ที่มุ่งส่งเสริมให้ระบบบริการทางการแพทย์เป็นระบบที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์

พิจารณาอย่างไร ก็เห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นคุณแก่ทั้งแพทย์และผู้ป่วย ดีกว่าปล่อยให้สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยและประชาชนสั่นคลอนมากขึ้นไปเรื่อยๆ

ดังนั้น ถ้ายึดคำสอนของพระราชบิดาด้วยสติและปัญญา ศึกษาทำความเข้าใจปรัชญาและสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้ถ่องแท้

แพทย์น่าจะสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ให้ออกมาใช้โดยเร็วมิใช่หรือ?

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน