
เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (25)
พระราชกรณียกิจการเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ได้เริ่มขึ้นเมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
พระราชกรณียกิจการเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ได้เริ่มขึ้นเมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำกองวิชากฎหมายและสังศาสตร์ ส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2523 ในช่วงแรกทรงสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทยและสังคมวิทยา จนกระทั่งเมื่อมีการตั้งกองวิชาประวัติศาสตร์ในปี 2530 จึงมีพระราชภารกิจเพิ่มขึ้น ทรงดำรงตำแหน่งหัวหน้ากอง ซึ่งต่อมามีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกองเมื่อปี 2532 พร้อมกับกองอื่นๆ จึงทรงเป็นผู้อำนวยการกองวิชาประวัติศาสตร์พระองค์แรกจนถึงปัจจุบัน มีพระราชภารกิจทั้งการบริหารการสอนและงานวิชาการอื่นๆ ต่อมาทรงได้รับพระราชทานพระยศ “พลเอก” ในปี 2539 และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ (อัตราจอมพล) ในปี 2543
พระราชภารกิจของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตั้งแต่มีการตั้งกองวิชาประวัติศาสตร์ที่โรงเรียน จปร. มาจนถึงปัจจุบัน จึงมีทั้งงานบริหาร งานการสอนและงานวิชาการ ในฐานะผู้อำนวยการกองฯ ทรงบริหารงานภายในกองวิชาประวัติศาสตร์ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุภารกิจในการให้การศึกษาวิชาการสาขาประวัติศาสตร์แก่นักเรียนนายร้อย และทรงส่งอาจารย์ในกองวิชาประวัติศาสตร์เข้าร่วมอบรมศึกษาดูงาน เพื่อติดตามความก้าวหน้าการค้นคว้าใหม่ๆ ในวงการวิชาการประวัติศาสตร์ อันสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อการเรียนการสอน และในฐานะ “ครูประวัติศาสตร์” พระองค์ทรงให้ความสำคัญต่อการเป็นครูและการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อถ่ายทอดให้นักเรียนนายร้อยทั้งในด้านวิชาการและประสบการณ์ โดยทรงพระราชนิพนธ์เอกสารคำสอนสำหรับการสอนวิชาประวัติศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนรู้ถึงความเป็นมาของชาติ มีความมั่นใจพร้อมรับผิดชอบในการรักษาชาติและประชาชนต่อไป
พระองค์ทรงใช้เทคนิควิธีและสื่อการสอนอย่างผสมผสาน ทรงเตรียมการสอนและทรงจัดทำเอกสารประกอบคำบรรยายด้วยพระองค์เอง โดยทรงใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยในการบรรยาย นอกจากนี้ ทรงใช้การทัศนศึกษาประกอบการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้ทุกด้าน รวมถึงชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่น เมื่อสำเร็จการศึกษาและออกไปปฏิบัติภารกิจในท้องถิ่นต่างๆ นักเรียนนายร้อยจะสามารถเข้าถึงวิถีชีวิตของราษฎร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด รวมทั้งเป็นที่พึ่งของราษฎรได้
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาวิธีการศึกษาและหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งไม่ควรอาศัยแต่การท่องจำ แต่ควรเน้นให้รู้จักคิด ศึกษาค้นคว้าวิเคราะห์ถึงแหล่งที่มาของข้อมูล และนำมาเรียบเรียงถ่ายทอดให้ผู้อื่นทราบได้อย่างเป็นระบบ พระองค์มีพระราชดำริว่า การศึกษาและวิชาชีพของนักเรียนนายร้อยมีลักษณะพิเศษบางประการที่ต่างจากนักศึกษาทั่วไป คือต้องศึกษาวิชาการและวิชาทหารประกอบกัน ดังนั้น การจัดหลักสูตรการสอนวิชาประวัติศาสตร์ควรคำนึงถึงประโยชน์ที่นักเรียนนายร้อยจะได้รับ รวมทั้งความสอดคล้องกับลักษณะวิชาชีพเมื่อจบการศึกษาไป จึงพระราชทานเป้าหมายการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์สำหรับนักเรียนนายร้อยไว้ว่า “รู้จักอดีต เข้าใจปัจจุบัน และก้าวทันอนาคต”
นอกจากนี้ ทรงส่งเสริมให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้นักเรียนนายร้อยรู้จักค้นหาข้อมูลใหม่ๆ จากอินเทอร์เน็ต เป็นการพัฒนาตนเองให้ทันกระแสโลก โดยพระราชทานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่าย รวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำโครงการระบบเครือข่ายอินทราเน็ตความเร็วสูง เชื่อมโยงข้อมูลอาคารต่างๆ ภายในโรงเรียน
พระองค์ไม่ได้ทรงใส่พระราชหฤทัยนักเรียนหรือลูกศิษย์ของพระองค์ด้วยการเรียนการสอนเพียงอย่างเดียว แต่ทรงเป็นห่วงทุกข์สุขของนักเรียนด้วย เช่น เมื่อทรงทราบว่านักเรียนคนใดประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจากการเล่นกีฬา จะทรงถามถึงด้วยพระราชหฤทัยห่วงใย และในระหว่างที่นักเรียนออกฝึกภาคสนาม พระองค์จะเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมนักเรียน ณ สนามฝึกเสมอ นอกจากนี้ ทรงเป็นเสมือนอาจารย์ที่ปรึกษาด้านกิจกรรม เช่น ชมรมพัฒนาสังคม ชมรมมัคคุเทศก์ และชมรมดนตรีไทย พระองค์ได้เสด็จฯ ทรงดนตรีไทยร่วมกับวงมโหรีของโรงเรียนในโอกาสต่างๆ ด้วย พระองค์จึงทรงเป็นทูลกระหม่อมอาจารย์ที่ได้รับความเคารพรัก เทิดทูนของลูกศิษย์นักเรียนนายร้อยทุกคนอย่างเต็มหัวใจ







