
ตลาดทุนโลกเร่งปรับทัพ รับมือนโยบายการเงิน 2 ขั้ว
ไม่ต้องรอจนถึงการประชุมวันที่ 15-16 ธ.ค. โลกก็ได้รับสัญญาณที่ชัดเจน 99% แล้วว่า นโยบายการเงินโลกหลังจากนี้ไป จะเต็มไปด้วยความผันผวนที่ยากต่อการคาดการณ์มากขึ้น เพราะจะเป็นครั้งแรกในรอบนับ 10 ปี ที่ธนาคารกลางซึ่งมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและการเงินโลกมากที่สุด ดำเนินนโยบายสวนทางกัน
ไม่ต้องรอจนถึงการประชุมวันที่ 15-16 ธ.ค. โลกก็ได้รับสัญญาณที่ชัดเจน 99% แล้วว่า นโยบายการเงินโลกหลังจากนี้ไป จะเต็มไปด้วยความผันผวนที่ยากต่อการคาดการณ์มากขึ้น เพราะจะเป็นครั้งแรกในรอบนับ 10 ปี ที่ธนาคารกลางซึ่งมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและการเงินโลกมากที่สุด ดำเนินนโยบายสวนทางกัน
ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มตามที่คาดหมายไว้ ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยและการอัดฉีดมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) เพิ่มเติม เพื่อเร่งขับเคลื่อนการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เสี่ยงจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อล่าสุดในเดือน พ.ย. ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์โดยอยู่ที่ 0.1% อีกทั้งยังมีความเสี่ยงใหม่เพิ่มเติมหลังเหตุวินาศกรรมในกรุงปารีส ที่เสี่ยงฉุดความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว ผู้บริโภค และนักลงทุนตามมา
ด้านธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แม้จะยังต้องรอการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ในวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้ก่อน แต่เบื้องต้นก็ได้รับการตอกย้ำความเชื่อมั่นที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง เมื่อ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ออกมายืนยันว่า เศรษฐกิจในประเทศอยู่ในภาวะสมดุล การจ้างงานมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง และน่าจะทำให้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ตามมาได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยบวกสำคัญ
ที่ไม่มีอะไรสามารถขวางการประกาศขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีของเฟดได้
อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนครั้งนี้กลับสร้างความน่าหนักใจให้ตลาดทุนโลกไม่น้อยกว่าเดิม เพราะการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่สวนทางกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1994 จะก่อให้เกิดผลกระทบตามมาหลายด้าน ทั้งที่คาดการณ์ได้และอาจคาดไม่ถึง
ประการแรกนั้น ตลาดทุนของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะเผชิญความผันผวนอย่างหนักจากการไหลเข้า-ออกของเงินร้อนต่างประเทศที่เข้ามาเก็งกำไร ทั้งเงินทุนไหลออกจากปัจจัยของเฟด และเงินทุนไหลเข้าจากปัจจัยของอีซีบี ที่จะเข้าไปเก็งกำไรและซื้อของถูกในตลาดเกิดใหม่หลายประเทศ ซึ่งเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ระบุว่า ตลาดเกิดใหม่ยังต้องเผชิญความท้าทายต่อเนื่องในปี 2016 เนื่องจากแนวโน้มการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจจริงที่ยังเติบโตได้เชื่องช้า สวนทางกับศักยภาพที่ลดต่ำลง
ตลาดที่ต้องจับตามากที่สุดก็คือ จีน ว่าจะเกิดความผันผวนหนักเหมือนช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมาอีกครั้งหรือไม่ เพราะยังหมายถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั้งรายใหญ่และรายย่อยทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น การบริโภค และการลงทุนตามมา
การเข้า-ออกของเงินทุนมหาศาลของเงินเหรียญสหรัฐและเงินยูโรเช่นนี้ ยังส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนของตลาดเกิดใหม่ที่ผันผวนตามไปด้วย และทำให้ภาคเศรษฐกิจจริงโดยเฉพาะผู้ที่ทำการค้าระหว่างประเทศ เผชิญความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น นอกจากนี้ประเทศผู้ส่งออกก็อาจจะไม่สามารถฝากความหวังเพียงด้านเดียวได้ว่า จะได้เปรียบเรื่องค่าเงินที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐได้ เพราะสหรัฐเองก็อาจจะไม่ทนกับการเสียเปรียบการแข่งขันทางการค้ามากนัก
จากมุมมองของ โมฮัมเหม็ด เอ. เอลอีเรียน ที่ปรึกษาหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของอลิอันซ์ ในการ์เดียน สหรัฐ เองอาจจะไม่สามารถทนต่อการแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐไปได้นานนัก โดยหากดูตัวเลขผลประกอบการบริษัทเอกชนสหรัฐช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมาจะพบว่า หลายบริษัทต่างมีรายได้ลดลงจากการแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐ และเป็นทิศทางที่มีแนวโน้มต่อเนื่องจนมีรายงานว่า หลายบริษัทเรียกร้องให้รัฐบาลกรุงวอชิงตันหันมาเล่นเกมการค้าวิธีใดวิธีหนึ่งในสงครามค่าเงินรอบใหม่ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบการค้าทั้งกับตลาดยุโรปและตลาดเกิดใหม่มากเกินไป
ธนาคารซิตี้กรุ๊ป คาดการณ์ว่ายิลด์ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะยิ่งน่าดึงดูดมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยตราสารหนี้ระยะสั้นจะปรับตัวสูงขึ้นรับทิศทางของเฟด แต่ตลาดหุ้นของยุโรปจะทำผลงานได้ดีกว่าฝั่งสหรัฐ เพราะเงินล็อตใหม่ของอีซีบี ในขณะที่เงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ทั่วโลก
ด้าน เครดิต สวิส ก็ให้มุมมองในทิศทางเดียวกัน แต่ย้ำว่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอาจส่งผลให้ทั้งเฟดและอีซีบีต้องชะลอแผนการใดๆ ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมออกไป โดยทางฝั่งยุโรปนั้นก็ไม่ต้องการให้เงินยูโรอ่อนค่าลงมากเกินไปเช่นกัน
ความเสี่ยงที่สำคัญอีกประการก็คือ ภาคธุรกิจในตลาดเกิดใหม่ที่กู้ยืมเงินเหรียญสหรัฐมาลงทุนอย่างหนักจากช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ที่เฟดพิมพ์เงินเข้าระบบมหาศาลจนเกิดภาวะสภาพคล่องล้นโลก บริษัทเอกชนเหล่านี้จะต้องแบกภาระจากเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเมื่อบวกกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมในบางประเทศที่ซบเซาลง การทำมาค้าขายไม่คล่อง จึงเสี่ยงที่จะเกิดภาวะผิดนัดชำระหนี้ (Default) ตามมามากขึ้นด้วย
ธนาคารบาร์เคลย์ส เปิดเผยตัวเลขความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาว่า อยู่ที่ระดับ 3.8% ในขณะที่สหรัฐอยู่ที่ 2.5% โดยเมื่อปี 2011 ตัวเลขดังกล่าวของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อยู่ที่ 0.7% เท่านั้น โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ผลสำรวจของสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ระบุว่า ความเสี่ยงที่กลุ่มประเทศดังกล่าวจะผิดนัดชำระหนี้สูงถึง 40% หรือสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา และหากคาดการณ์ตัวเลขผิดนัดชำระหนี้รวมทั่วโลกปี 2015 จะพุ่งสูงถึง 9.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.4 ล้านล้านบาท) โดยมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น และราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังไม่ฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม อย่างที่ระบุไปในข้างต้นว่า สหรัฐเองก็อาจจะได้รับผลกระทบไม่น้อยเช่นกันจากภาวะเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ดังนั้นจึงอาจมีความเป็นไปได้เช่นเดียวกันที่เฟดจะเลือกขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.1% เพื่อให้เกิดผลในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น และรอจนกว่าเศรษฐกิจในบ้านจะฟื้นตัวแข็งแกร่งเพียงพอมากขึ้น จึงค่อยขยับดอกเบี้ยรอบต่อไปอีก 0.25% ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังในช่วงไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 ปีหน้า







