
หยวนผงาด เศรษฐกิจไทยได้อานิสงส์
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ในที่สุดจีนได้ผงาดขึ้นมาเป็นหนึ่งในเสาหลักเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นทางการ เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประกาศให้สามารถนับเงินสกุลหยวนของจีนเข้ามาอยู่ในตะกร้าเงิน SDR (Special Drawing Rights) เพิ่มจากเงินเหรียญสหรัฐ ปอนด์ ยูโร และเยน หรือพูดง่ายๆ คือให้นับเงินหยวนเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่ถือในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศได้ โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2559 ทำให้ตลาดการเงินโลกและไทยเองยังมีเวลาปรับตัวอยู่พอสมควร
มติดังกล่าวทำให้เงินหยวนมีบทบาทและได้รับการยอมรับในเวทีโลกมากขึ้นแน่นอนว่าต่อไป นักลงทุนสามารถหันมาใช้เงินหยวนเป็นตัวเลือกในการลงทุน การค้าขาย และใช้ชำระค่าสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่หยวนมีบทบาทและได้รับการยอมรับในเวทีโลกมากขึ้น เศรษฐกิจไทยจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร พอคาดการณ์ได้ว่าจากนี้ไปการเคลื่อนไหวของสกุลเงินในภูมิภาคและเงินบาทน่าจะเชื่อมโยงกับทิศทางของเงินหยวนมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจการค้าของจีนผูกกับภูมิภาคและไทยไม่น้อย หรืออย่างน้อยๆ การทำธุรกรรมการค้าการขายของไทยเราก็จะมีทางเลือกในการใช้สกุลเงินมากขึ้น ไม่ผูกติดอยู่กับสกุลใดสกุลหนึ่งมากเกินไป เป็นการกระจายความเสี่ยงได้อีกทาง
ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับหยวนจะสามารถลดต้นทุนจากภาระค่าธรรมเนียม หรือส่วนต่างการแปลงเงินข้ามกันระหว่าง 3 สกุลลดลงได้ด้วย เพราะเดิมต้องแลกจากเงินบาทไปเป็นเงินเหรียญสหรัฐก่อนจึงจะแลกเป็นหยวนไปทำธุรกรรมการค้าหรือการลงทุนได้ ซึ่งต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินในระหว่าง 3 สกุลด้วย แต่ในอนาคตเมื่อหยวนได้รับการยอมรับและใช้มากขึ้นก็สามารถแปลงจากเงินบาทไปเป็นหยวนได้โดยตรง ช่วยลดต้นทุนและลดความเสี่ยงการค้าการลงทุนหนุนเศรษฐกิจไทยและจีนให้เติบโตได้อีกมากทีเดียว
ในเรื่องนี้ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่า หยวนถูกนับเข้าในตะกร้าสกุล SDR ได้รับการยอมรับมากขึ้น มีข้อดีต่อเศรษฐกิจไทย คือ ต่อไปความเสี่ยงจากความกังวลในความสามารถในการแลกเปลี่ยนที่อาจจะใช้นับเป็นทุนสำรองประเทศได้ไม่เต็มที่ตามนิยามต่างๆ จะลดลง เพราะสามารถนับหยวนเป็นทุนสำรองได้ตามนิยามสากล
การที่คนหันมาใช้มากขึ้น ผลิตภัณฑ์การเงินในรูปเงินหยวน ทั้งในตลาดการเงินและตลาดตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้น ตลาดมีสภาพคล่องหยวนมากขึ้นก็น่าเป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนจีนจะเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มากขึ้นด้วย เพราะการที่ทางการจีนยอมให้ค่าหยวนเสรีขึ้น จะทำให้นักลงทุนจีนนำเงินออกมาลงทุนได้ง่ายขึ้นด้วย จุดนี้จะกลายเป็นข้อดีที่จะหนุนการลงทุนจีนมาไทยเพิ่ม
นอกจากนี้ การที่หยวนเป็นสกุลเงินที่ยอมรับมากขึ้น ก็ทำให้การถือครองสินทรัพย์ในทุนสำรองและการนำทุนสำรองประเทศไปลงทุนก็สามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้นจากตัวเลือกลงทุนที่กระจายไปในหลายๆ สกุลได้ สำหรับปริมาณการใช้เงินหยวนจากข้อมูลของ ธปท. ณ สิ้นไตรมาสที่ผ่านมา เฉพาะในแง่มูลค่าการส่งออกไทยไปจีนที่ชำระเป็นเงินหยวนมีมูลค่าประมาณ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปจีนที่มีมูลค่าประมาณ 6,183 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.2 แสนล้านบาทเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ถึงการใช้เงินหยวนในปัจจุบันจะน้อย แต่จากแนวโน้มที่หยวนได้รับความนิยมมากขึ้น ธปท.ก็ได้มีการเตรียมสภาพคล่องไว้อย่างเพียงพอ ผ่านการทำข้อตกลง BSA (Bilateral Swap Arrangement) กับจีน ในวงเงิน 7 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับธุรกรรมเงินหยวนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตแน่นอน
ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ไทยน่าจะได้ประโยชน์จากหยวนในระยะกลางและยาว ที่ทางการจีนจะมีการปฏิรูปและลดข้อจำกัดของเงินหยวนลงทำให้เสรีมากขึ้น ซึ่งหยวนจะเป็นสกุลสำคัญมากขึ้น น่าจะมีข้อดีในการลดความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนที่เดิมแลกกันข้ามไปมาหลายสกุลได้ ช่วยลดต้นทุนและสะดวกต่อผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับหยวน และหากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ ก็จะช่วยให้การค้าการส่งออกไทยไปจีนในอนาคตขยายตัวได้ดีขึ้นด้วย
สำหรับระยะสั้นข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่ออกมาใช่ช่วงนี้อาจจะไม่ดีนัก ถ้าดูจากเครื่องชี้เศรษฐกิจที่อุตสาหกรรมหดตัว กิจกรรมบริการชะลอลง จึงมองว่าทางการจีนอาจจะใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เงินหยวนมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ส่งผลให้การนำเข้าจากไทยอาจจะลดลงไปด้วยได้
ส่วนปัจจัยที่จะมีผลต่อค่าเงินในตลาดเงินผันผวนและเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงนี้น่าจะมีอยู่ 2 ปัจจัยหลักๆ คือ 1.จังหวะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ที่น่าจะตัดสินใจขยับดอกเบี้ยในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ และ 2.ภาวะเศรษฐกิจจีนจะซอฟต์แลนดิ้งได้แค่ไหน ปรับตัวอย่างมีเสถียรภาพหรือไม่ ซึ่งถ้าเศรษฐกิจจีนดีอานิสงส์ต่อการส่งออกไทยก็ยิ่งมีมากขึ้น ได้ประโยชน์จากการใช้หยวนค้าขายได้ดีขึ้นด้วย
“ถ้าคนนิยมใช้หยวนมากขึ้น ทุกคนจะมีทางเลือกมากขึ้น จากที่มักขึ้นกับเงินเหรียญสหรัฐ เวลาเหรียญสหรัฐแกว่งหรือผันผวนมาก สร้างผลกระทบมาก เราก็จะได้มีทางเลือกในการถือในทุนสำรองระหว่างประเทศที่กระจายได้มากขึ้น ใช้สกุลหยวนค้าขายโดยตรงมากขึ้น ลดต้นทุนการแปลงเงินข้ามกลับไปมาหลายสกุลได้ด้วย” เชาว์ ระบุ
ด้าน อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า การที่เงินหยวนอยู่ในตะกร้าเงินสำรอง มองอีกด้านก็เป็นดาบสองคมของทางการจีน ซึ่งในด้านดีทำให้จีนมีความน่าสนใจต่อนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งเป็นแรงกดดันในการทำนโยบายการเงินของจีนที่ยากลำบาก เนื่องจากไอเอ็มเอฟต้องการให้จีนเปิดเสรีทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งทำให้ต่างชาติเข้าไปซื้อพันธบัตรหรือหุ้นมากขึ้น และอาจทำให้ตลาดเงินจีนผันผวนสูง
ดังนั้น ในระยะสั้นจีนยังคงเน้นดูแลเศรษฐกิจในประเทศ จึงมีโอกาสที่จะปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสหรัฐ เพื่อช่วยภาคการส่งออก ส่งผลให้เงินบาทอาจจะอ่อนค่าลงตามบ้าง จึงแนะนำให้เอกชนที่นำเข้าส่งออกกับจีนควรซื้อขายเป็นเงินหยวนเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน หรือป้องกันความเสี่ยงค่าเงินล่วงหน้า โดยยังมองว่าสิ้นปีนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวที่ระดับ 37 บาท/เหรียญสหรัฐ และปีหน้าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง คาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่าต่อเนื่องอยู่ที่ 38 บาท
ดังนั้น การที่จีนปักธงเป็นเสาหลักเศรษฐกิจโลกได้ ย่อมส่งผลดีกับไทยมากกว่าผลเสีย







