posttoday
แรงส่งพายุเอลนินโญ ดันราคาน้ำมันปาล์มโลก

แรงส่งพายุเอลนินโญ ดันราคาน้ำมันปาล์มโลก

03 ธันวาคม 2558

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

น้ำมันปาล์มเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยสองประเทศหลังมีการส่งน้ำมันรวมกันคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 85% ของการส่งออกน้ำมันปาล์มโลก หรือมากกว่า 50 ล้านตัน เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกกลับไม่เอื้อต่อผู้ผลิตเหล่านั้น จนเกษตรกรผู้ผลิตน้ำมันปาล์มในหลายประเทศต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือดังที่ปรากฏให้เห็นในข่าวบ่อยครั้ง

ราคาน้ำมันปาล์มที่ตกต่ำลงเป็นไปด้วยเหตุผลทางกลไกตลาด โดยนับตั้งแต่ช่วงปี 2012-2013 เป็นต้นมา มีการผลิตน้ำมันปาล์มเกินจนล้นตลาดทั้งในตลาดโลกและตลาดในไทยเอง ในขณะที่ความต้องการน้ำมันในตลาดโลกก็ปรับลดลงไปจากพิษเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยุโรป และการเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวของจีน

สังเกตเห็นได้ชัดจากมูลค่าและปริมาณการส่งออกน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซีย โดยในปี 2011 การส่งออกของอินโดนีเซียคิดเป็นทั้งหมด 17.6 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่า 2.02 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.16 แสนล้านบาท) ในขณะที่ปี 2013 ส่งออกมากถึง 21.2 ล้านตัน แต่มูลค่ากลับอยู่ที่ 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น (ราว 6.8 แสนล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ในปี 2016 ที่จะถึงนี้ ราคาน้ำมันปาล์มมีสิทธิที่จะกลับมาอยู่ในช่วงขาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ด้วยปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้

ประการแรก ปรากฏการณ์เอลนินโญ เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้อากาศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร้อนและแห้งแล้งกว่าปกติ ส่งผลให้ผลผลิตในภูมิภาคนี้ลดลง และในอดีตปรากฏการณ์นี้ก็มีประวัติทำให้ผลผลิตของอินโดนีเซียและมาเลเซียลดลงไปแล้ว

ในปี 1998 ซึ่งเป็นปีที่ปรากฏการณ์
เอลนินโญรุนแรงมากที่สุด ผลผลิตของอินโดนีเซียปรับลดลง 7.2% และมาเลเซียปรับลดลง 5.5% และจากข้อมูลสำนักงานอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิ้ลยูเอ็มโอ) ภายใต้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ปรากฏการณ์
เอลนินโญในปี 2015 นี้จะรุนแรงเทียบเท่ากับปี 1998 ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผลผลิตน้ำมันปาล์มปรับตัวลง

นอกจากนี้ จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย ปรากฏการณ์เอลนินโญจะลากยาวไปจนถึงปี 2016 เลยทีเดียว และเมื่อประกอบวิกฤตไฟป่าในอินโดนีเซีย ก่อให้เกิดความกังวลว่าผลผลิตน้ำมันปาล์มจะปรับตัวลง ดันให้ราคาพุ่งขึ้นไปถึง 26% เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา จากจุดต่ำสุดในรอบ 6 ปี เมื่อเดือน ส.ค.

สำหรับปี 2016 บายู คริสนาเมอร์ธิ ประธานของเอสเตท ครอป ฟันด์ ฟอร์ ปาล์มออยล์ กองทุนจัดการน้ำมันปาล์มอินโดนีเซีย คาดการณ์ว่าผลผลิตน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียจะลดลงราว 3% ไปอยู่ที่ระหว่าง 30.6-32.3 ล้านตัน ในปี 2016

ประการที่สอง อินโดนีเซียจะลดการส่งออกน้ำมันปาล์ม เพื่อนำปาล์มไปใช้ผลิตไบโอดีเซลในประเทศมากขึ้นจากเดิมที่สัดส่วน 15% ของผลผลิตทั้งหมด เป็น 20% โดยคริสนาเมอร์ธิ คาดการณ์ว่า การใช้ปาล์มไปผลิตไบโอดีเซลจะพุ่งขึ้นจากปี 2015 ที่ 1.3 ล้านกิโลลิตร เป็น 7.1 ล้านกิโลลิตร ในปี 2015 ส่งผลให้ผลผลิตอินโดนีเซียที่ออกสู่ตลาดโลกลดลงนั่นเอง

ประการสุดท้าย การจัดตั้งสภาน้ำมันปาล์ม โดยเป็นความร่วมมือระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียในการจัดตั้งกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มให้มีหน้าที่และโครงสร้างคล้ายกับกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันขนาดใหญ่ (โอเปก) ซึ่งทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียเพิ่งลงนามข้อตกลงกันไปเมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา

การจัดตั้งสภาดังกล่าว ทั้งสองประเทศหวังที่จะจัดการตั้งราคาและมาตรฐานอื่นๆ ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงยังจะยกเลิกค่าวางมัดจำ “ไม่ตัดไม้ทำลายป่า” ที่อินโดนีเซียเสนอในการประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อปี 2014 อีกด้วย เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายเล็กไม่สามารถหาเงินมาวางมัดจำดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม การยกเลิกค่ามัดจำไม่ตัดไม้ทำลายป่า จำเป็นต้องมีมาตรการอื่นขึ้นมาทดแทน เพราะการตัดไม้ทำลายป่าเป็นสาเหตุหลักให้เกิดเหตุไฟป่าในอินโดนีเซียเป็นประจำทุกปี และขัดกับจุดมุ่งหมายที่สภาน้ำมันปาล์มต้องการ นั่นคือการผลิตปาล์มอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา รัฐมนตรีกระทรวงการค้าต่างประเทศและอุตสาหกรรมของมาเลเซีย ออกมาบอกว่า การจัดตั้งสภาดังกล่าวไม่ได้เป็นไปเพื่อยกระดับราคาให้สูงขึ้น เนื่องจากการยกระดับราคาจะทำได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น

เช่นเดียวกับราคายางที่อินโดนีเซีย มีการพยายามกำหนดราคาจนราคาพุ่งขึ้นไปถึง 20% ในเดือน เม.ย. แต่หลังจากเดือนแรกราคาก็ตกต่ำลงราว 30% เนื่องจากเหตุผลด้านกลไกตลาด ซึ่งการจะผลักดันราคาให้สูงขึ้น ผลผลิตต้องน้อยลงและความต้องการซื้อในตลาดโลกต้องเพิ่มขึ้นด้วย

แม้แต่โอเปกที่พยายามรักษาส่วนแบ่งการตลาดเอาไว้ ด้วยการผลิตมากกว่าเพดานที่กำหนด ประกอบกับการผลิตของคู่แข่งรายอื่น ยิ่งทำให้ราคาตกต่ำลง และถ้าโอเปกต้องการให้ราคาสูงขึ้น จำเป็นต้องการทำลายคู่แข่งให้ได้ ในขณะที่แบกรับการขาดทุนมหาศาล

อีกหนึ่งปัจจัยที่เสริมภาวะสินค้าล้นตลาด คือ ปริมาณน้ำมันคงคลังในแต่ละประเทศที่ยังรอการระบายออก โดยเมื่อเดือน ก.ย. ปริมาณน้ำมันปาล์มคงคลังของมาเลเซียปรับขึ้น 5% จากเดือน ส.ค. และพุ่ง 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ไปอยู่ที่ 2.63 ล้านตัน มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์เอลนินโญก็ยังเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวที่ไม่อาจหนุนราคาน้ำมันได้ตลอดรอดฝั่ง จึงอาจไม่มีทางช่วยดันราคาได้อย่างยั่งยืน หากไม่มีการเตรียมแผนรองรับความผันผวนของราคาในระยะยาว เหมือนที่สินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น มันสำปะหลังและยาง ต่างก็เคยให้บทเรียนที่เจ็บปวดมาแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท