posttoday
‘อี-เพย์เมนต์’ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย

‘อี-เพย์เมนต์’ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย

03 ธันวาคม 2558

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการให้เป็นชิ้นเป็นอันในปีหน้า หลังจาก 1 ปีที่ผ่านมามุ่งแต่การกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลงให้ฟื้นตัวมากขึ้น

ในด้านการปฏิรูปภาพรวมของเศรษฐกิจจะมีการเร่งลงทุนขนานใหญ่กว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะมีเม็ดเงินที่ใช้จ่ายกันจริงในปีหน้าหลายแสนล้านบาท เป็นการลงทุนด้านโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศครั้งใหม่

ในแง่การปฏิรูประบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศอีกด้านหนึ่ง ที่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การทำระบบการชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-เพย์เมนต์ ซึ่ง รมว.คลัง มองว่า หากทำได้สำเร็จจะเป็นการเปลี่ยนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเศรษฐกิจไทย

ระบบอี-เพย์เมนต์ จะเป็นการปฏิวัติการชำระค่าสินค้าและบริการของไทยที่จ่ายกันด้วยเงินหรือเช็คเป็นส่วนใหญ่ ให้มาจ่ายในรูปแบบไร้ตัวเงินมีแต่ตัวเลขผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประเทศที่พัฒนาแล้วมีการดำเนินการในส่วนนี้กันไปไกลมาก ตัวอย่างประเทศสวีเดนที่ประกาศเป็นประเทศแรกในโลก ที่ไม่ใช้เงินจ่ายค่าสินค้าและบริการต่อไป ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ไทยฝันอยากเดินไปให้ถึง

อภิศักดิ์ ระบุว่า ระบบอี-เพย์เมนต์ให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจหลายด้าน ที่สำคัญ คือ ลดต้นทุนการชำระเงิน ทำให้ระบบการเสียภาษีมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มอัตราภาษีและเป็นฐานข้อมูลที่จะต่อยอดไปถึงการออกมาตรการต่างๆ ช่วยเหลือคนผู้มีรายได้น้อยได้อย่างตรงเป้ามากขึ้น

ทั้งนี้ ระบบอี-เพย์เมนต์ ตามแผนของที่กระทรวงการคลังแบ่งออกเป็น 5 เฟส โดยมีเป้าหมายที่จะเริ่มดำเนินการให้ได้ในปีหน้าทั้งหมด ในส่วนของคณะทำงานจะมีการสรุปแผนงานรูปแบบทั้งหมด เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เพราะมีเรื่องของการของบประมาณเพื่อทำระบบรองรับการดำเนินการ และยังต้องมีการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงการคลังได้ดำเนินการล่วงหน้าไปแล้วบางส่วน ด้วยการขอ ครม.เห็นชอบแก้ไข พ.ร.บ.การชำระเงินไปก่อนหน้านี้แล้ว

สำหรับระบบอี-เพย์เมนต์ ในเฟสแรก คือการทำระบบชำระเงินของประชาชนผู้ประกอบการที่สามารถใช้บัตรอะไรก็ได้อ้างอิงการชำระเงินค่าสินค้าและบริการผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งหมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขบัญชีธนาคาร หรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

ในเฟสที่สอง ต้องทำให้ร้านค้าที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ทุกแห่งมีเครื่องรับบัตรต่างๆ เพื่อชำระเงิน ซึ่งต้องเป็นเครื่องเดียวที่ชำระได้ทุกบัตร ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ประมาณ 2 ล้านราย เป็นผู้ประกอบการที่มีเครื่องรับบัตรชำระเงินอยู่ประมาณ 3 แสนรายเท่านั้น ดังนั้นต้องทำให้ผู้ประกอบการทั้งสองล้านรายมีเครื่องชำระเงินให้ได้ทั้งหมด การดำเนินการในเฟสแรกและเฟสที่สอง กระทรวงการคลังตั้งเป้าให้ดำเนินการได้ภายในกลางปีหน้า

ในเฟสที่สาม เป็นการนำข้อมูลการชำระเงินเข้าสู่ระบบจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร บันทึกการซื้อขายและหักภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าสู่กรมสรรพากรทันที ทำให้การเก็บภาษีมีประสิทธิภาพไม่มีการรั่วไหลเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่กระทรวงการคลังคาดหวังไว้ในส่วนนี้มาก ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณพัฒนาระบบของกรมสรรพากรรองรับไม่ต่ำกว่าอีก 2,000 ล้านบาท

การดำเนินการเฟสที่สี่ การต่อยอดในการออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เพราะการทำระบบอี-เพย์เมนต์ เหมือนเป็นการลงทะเบียนคนมีรายได้น้อยไปในตัว เพราะมีการบันทึกการใช้จ่าย ทำให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือความเป็นอยู่ให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้ถูกจุดและตรงเป้ามากขึ้น

ขณะที่เฟสที่ 5 เป็นการส่งเสริมให้มีการใช้ระบบอี-เพย์เมนต์ให้เร็วและมากที่สุด อาจจะมีการสร้างแรงจูงใจ เช่น การออกรางวัล โดยอาจจะไปเชื่อมกับการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล การดำเนินการในเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเป็นหัวใจสำคัญ เพราะหากคนไม่มาใช้ระบบการดำเนินการต่างๆ ก็จะไม่ไปถึงเป้าหมาย

จากแผนการดำเนินงานอี-เพย์เมนต์ทั้ง 5 เฟส ต้องบอกว่าเป็นงานยากทุกงาน ในการดำเนินการเฟสแรกและเฟสสองยากตรงที่จะทำให้ผู้ประกอบการมีเครื่องรับบัตรให้ครบ 2 ล้านเครื่อง เป็นการลงทุนจำนวนมาก ในส่วนนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินและผู้ประกอบการเป็นผู้ลงทุน ซึ่งจะต้องผลักภาระมาให้ประชาชนโดยการคิดค่าธรรมเนียมให้ต่ำที่สุด เพราะหากการชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์มีต้นทุนสูง อี-เพย์เมนต์ก็จะเกิดได้ยาก

ยิ่งกระทรวงการคลังคาดหวังไว้สูงว่า การชำระเงินผ่านอี-เพย์เมนต์จะต้องทำได้ถึงขนาดการชำระเงินสินค้าและบริการตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป ต้องชำระทางอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นการชำระเงินแต่ละครั้งต้องมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำมาก หรือไม่มีค่าธรรมเนียมในการดำเนินการเลย

แม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกมายอมรับว่า ที่ผ่านมา ธปท.ได้หารือกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อพัฒนาส่งเสริมให้มีการใช้ระบบอี-เพย์เมนต์ของการทำธุรกรรมขนาดใหญ่มูลค่ามากๆ แต่ในส่วนของอี-เพย์เมนต์ รายย่อยมากยังไม่มีการดำเนินการ ซึ่งต้องมีการวางระบบให้มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญเรื่องของความปลอดภัยของระบบอี-เพย์เมนต์ ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาอีกไม่น้อย

สำหรับการดำเนินการในส่วนเฟสที่เหลือ งานหินที่สุด คือ เฟสสาม การเชื่อมโยงระบบอี-เพย์เมนต์กับระบบการเสียภาษีของกรมสรรพากร การดำเนินการในแง่ระบบไม่ยาก แต่การดำเนินการตรงนี้เป็นดาบสองคม ทำให้คนและผู้ประกอบการหนีการใช้ระบบอี-เพย์เมนต์ เพราะไม่ต้องการให้กรมสรรพากรรู้ธุรกรรมการใช้เงินและให้มีการหักภาษีทันที

ยิ่งการใช้ระบบอี-เพย์เมนต์ เป็นระบบที่ใช้ความสมัครใจไม่ได้บังคับ เพราะถึงมีระบบอี-เพย์เมนต์ทำงานได้เต็มรูปแบบ การชำระสินค้าและบริการด้วยเงินสดหรือเช็คก็ยังสามารถทำได้อยู่ จะส่งผลให้คนหรือผู้ประกอบการที่ไม่ต้องการให้กรมสรรพากรรู้ข้อมูลทางการเงิน ก็จะเลี่ยงการใช้ระบบอี-เพย์เมนต์ จึงส่งผลให้ระบบอี-เพย์เมนต์เกิดขึ้นได้ยาก และเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีก็ได้ไม่เต็มที่เหมือนที่คาดหวังไว้

ขณะที่การดำเนินการในเฟสที่สุดท้ายการให้ความรู้และแรงจูงใจให้มีการมาใช้ระบบอี-เพย์เมนต์ก็เป็นเรื่องยาก เพราะหากแรงจูงใจไม่มากพอ ก็ไม่มีใครสนใจเข้ามาใช้ เพราะขนาดทุกวันนี้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งพยายามให้ลูกค้าใช้อิเล็กทรอนิกส์แบงก์กิ้ง ก็ยังมีผู้ใช้จำนวนน้อย เพราะความกังวลเรื่องความปลอดภัย และความยุ่งยากที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเครื่องไม้เครื่องมือทางเทคโนโลยี

ดังนั้น การเดินหน้าระบบอี-เพย์เมนต์ของกระทรวงการคลัง แม้ว่าเป็นระบบที่ดีที่จะพลิกการพัฒนาของเศรษฐกิจไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพในหลายๆ ด้านไปพร้อมกัน แต่การดำเนินการไปให้ถึงเป้าหมายไม่ได้ง่าย การดำเนินการระบบอี-เพย์เมนต์ให้ได้ภายในปีหน้าเป็นเรื่องที่อาจจะทำได้ แต่การทำให้ได้ผลยังต้องใช้เวลาอีกนาน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท