
บีบ ‘อุดมเดช’ ลาออก ลดแรงเสียดทาน คสช.
เงื่อนงำความไม่โปร่งใสในโครงการอุทยานราชภักดิ์ยังเป็นปมร้อนกัดกร่อน “กองทัพ” และคสช. ต่อเนื่อง จนเกิดกระแสเรียกร้องให้ พล.อ.อุดมเดช อดีต ผบ.ทบ. ในฐานะแม่งาน ลาออกเพื่อรับผิดชอบเรื่องนี้
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เงื่อนงำความไม่โปร่งใสในโครงการอุทยานราชภักดิ์ยังเป็นปมร้อนกัดกร่อน “กองทัพ” และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดเกิดกระแสเรียกร้องให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และอดีต ผบ.ทบ. ในฐานะแม่งาน ลาออกเพื่อรับผิดชอบเรื่องนี้
ทว่า พล.อ.อุดมเดช ยืนยันชัดเจนไม่ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี พร้อมระบุเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์กับการทำงาน “โครงการดังกล่าวมีขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนคนไทยมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจทำให้เป็นสมบัติของชาติ ไม่เคยคิดหวังเอาประโยชน์อะไรกับสิ่งเหล่านี้ ดำเนินการมาด้วยความตั้งใจและโปร่งใส ทำให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้”
“ดังนั้นวันนี้หากมีคนไม่เข้าใจหรือเขาไม่ปรารถนาดีอย่างไรก็แล้วแต่ ส่วนจะมีการเมืองหรือไม่ ทุกคนคิดได้”
แม้ผลสอบจากคณะกรรมการชุดที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. แต่งตั้ง พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล มาเป็นประธานสอบสวนนั้นจะออกมาโปร่งใส ทุกอย่างดำเนินการอย่างถูกต้อง แต่สังคมยังกังขาในความโปร่งใสของโครงการนี้ เพราะที่ผ่านมาปรากฏข้อมูลจาก พล.อ.อุดมเดช เรื่องหัวคิวโรงหล่อ ที่ระบุชัดเจนว่าต่อมามีการบริจาคเงินคืนแล้ว
ทำให้ต่อมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ตั้ง พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รองปลัดกลาโหม เป็นประธานกรรมการตรวจสอบอีกชุดหนึ่ง คู่ขนานไปกับการรอหน่วยงานภายนอกที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบสวน ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
ยิ่งล่าสุดเกิดกรณีเจ้าหน้าที่ทหารคุมตัว จตุพร พรหมพันธุ์ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สองแกนนำ นปช. ระหว่างการลงพื้นที่จนเกิดการเคลือบแคลงว่าเป็นความพยายามสกัดการตรวจสอบโครงการนี้ ท่ามกลางคำชี้แจงจาก คสช.ว่า ทั้งคู่มีพฤติกรรมทำนองปลุกปั่นให้เกิดความไม่เรียบร้อย
ดังนั้น ในวันนี้ที่ยังไม่มีชุดข้อมูลรายละเอียดที่ชัดเจนมาประกอบคำอธิบายยืนยันถึงความโปร่งใสของโครงการนี้ มากกว่าคำชี้แจงของ ผบ.ทบ. ย่อมทำให้ปมนี้ยังเป็นปัญหา และเปิดช่องให้กลุ่มตรงข้ามหยิบไปถล่มต่อเนื่อง
ปัญหาอยู่ตรงที่เงื่อนงำความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นย้อนกลับมาทำลาย “ศรัทธา” และ “ความหวัง” ว่า คสช.และบรรดากลไก แม่น้ำทั้ง 5 สายที่ตั้งขึ้นมาสังคายนาประเทศรอบนี้ จะเอาจริงเอาจังแก้ปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปได้
ดังนั้น กระแสกดดันให้ พล.อ.อุดมเดช จึงย้อนกลับมาเป็นแรงบีบมากขึ้น เพราะต้องการให้เรื่องนี้เป็นกรณีตัวอย่างที่จะวางบรรทัดฐานต่อไปให้สังคมได้ยึดเป็นแบบอย่าง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ผลสอบออกมายืนยันความผิด แต่ในฐานะหัวเรือใหญ่ ย่อมจำเป็นต้องรับผิดชอบกับการปล่อยปละให้เกิดความไม่โปร่งใส ไม่ว่าในขั้นตอนกระบวนการใด
แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ต้องยกไปเปรียบเทียบกับโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลก่อนที่ทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกำลังถูกไล่บี้กับการปล่อยปละให้เกิดความเสียหาย
สอดรับกับความเห็นของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาเรียกร้องไปยังฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองลาออก และจะต้องมีการสอบสวนหาผู้กระทำผิดต่อ
“หากปล่อยให้ยืดเยื้อจะลุกลาม บั่นทอนความเชื่อมั่นในตัวรัฐบาล ผมเห็นว่าความรับผิดชอบทางการเมืองต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย การตัดสินใจลาออกไม่ได้เป็นการแสดงว่าผิดหรือถูก เพราะผิดหรือถูกจะต้องถูกชี้โดยกรรมการ และหน่วยงานที่ตรวจสอบเรื่องนี้” อภิสิทธิ์ กล่าว
ทว่า หากมองอีกด้านหนึ่ง การลาออกอาจถูกตีความว่าเป็นการยอมรับผิด หรือยอมรับว่ามีส่วนในการกระทำทุจริตที่จะถูกหยิบยกไปเป็นปมโจมตีต่อไปในอนาคต
ซึ่งชัดเจนว่าการ “ลาออก” นอกจากจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานแล้ว อีกด้านหนึ่งยังช่วยลดแรงเสียดทานที่จะย้อนมายังกองทัพและ คสช.ซึ่งกำลังฉุดรั้งความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ย่อมไม่เป็นผลดีในระยะยาว
ทั้งหมดนี้จึงเป็นสิ่งที่ พล.อ.อุดมเดช ต้องชั่งน้ำหนักและตัดสินใจเองอย่างรอบคอบ เมื่อทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร โยนให้เป็นเรื่องของ พล.อ.อุดมเดช ที่ต้องตัดสินใจ
ส่วนจะมีบางกลุ่ม “นั่งยิ้ม” หรือ “ยิงนกได้หลายตัว” อย่างที่ พล.อ.อุดมเดช ระบุหรือไม่ คงต้องรอดูกันยาวๆ







