
ลดอาชญากรรม
ปัญหาการก่ออาชญากรรม และปัญหาด้านสังคมต่างๆ มักมีความผกผันตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อใดเศรษฐกิจหดตัวหรืออยู่ในช่วงขาลง กิจการรายใหญ่บางแห่งเริ่มเลิกจ้างพนักงาน ค่าใช้จ่ายครัวเรือนเข้าสู่ภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง ปัญหาด้านสังคมจะตามมาเป็นวัฏจักร
ปัญหาการก่ออาชญากรรม และปัญหาด้านสังคมต่างๆ มักมีความผกผันตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อใดเศรษฐกิจหดตัวหรืออยู่ในช่วงขาลง กิจการรายใหญ่บางแห่งเริ่มเลิกจ้างพนักงาน ค่าใช้จ่ายครัวเรือนเข้าสู่ภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง ปัญหาด้านสังคมจะตามมาเป็นวัฏจักร
จากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ต้นปี 2558 เป็นต้นมา พบว่าการก่อเหตุอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์ทั่วประเทศเกิดขึ้นแล้วกว่าหมื่นคดี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีได้เพียงครึ่งเดียว
ในจำนวนนี้จำแนกแล้วพบว่าส่วนใหญ่ประสงค์ต่อทรัพย์ ซึ่งจากการวิเคราะห์สาเหตุส่วนหนึ่งพบอีกว่า จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ซบเซา นอกจากเป็นสาเหตุการก่ออาชญากรรมแล้ว ยังโน้มนำไปสู่ปัญหายาเสพติด การติดการพนัน และปัญหาครอบครัวตามมาอีกด้วย
ดังนั้น เพื่อลดวงจรความรุนแรงของการก่ออาชญากรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องงัดมาตรการเชิงรุกมาใช้ เพื่อรับมือสถานการณ์ให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ดัชนีทางเศรษฐกิจได้ตอกย้ำว่าสถานการณ์ความฝืดเคืองในภาพรวมกำลังถดถอยลงเรื่อยๆ
ในแง่รัฐบาลแม้จะประกาศเดินหน้าการลงทุนมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกรูปแบบ แต่ก็ไม่ควรละเลยและให้ความสำคัญการแก้ปัญหาด้านสังคมที่คดีความเริ่มมีมากขึ้นด้วย รัฐมนตรีที่มีหน้าที่กำกับดูแลอย่าให้นโยบายแค่ผิวเผิน ขอไปที แต่ต้องกำหนดมาตรการเชิงปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมด้วย
ผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ต้องใช้นโยบายการแก้ไขในลักษณะคู่ขนาน ไม่มุ่งเน้นเพียงนโยบายด้านใดด้านหนึ่ง โดยเฉพาะยิ่งใกล้เข้าสู่เทศกาลปีใหม่ ความต้องการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น โอกาสการก่อเหตุประสงค์ต่อทรัพย์ รวมถึงความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตย่อมจะมีมากขึ้น
ฝ่ายกำกับนโยบายตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบ จึงไม่ควรสาละวนอยู่กับการแก้ปัญหากระแสรายวัน แต่ต้องทบทวนมาตรการดูแลความปลอดภัยประชาชนเสียใหม่ให้เกิดความอบอุ่นใจ
ยิ่งความผันผวนทางเศรษฐกิจมีโอกาสยืดเยื้อ มองไม่เห็นอนาคต รวมทั้งยังมีปัจจัยอื่นมาผสมโรงให้เกิดเหตุได้ง่ายขึ้น อาทิ การใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ภัยจากธรรมชาติ ฯลฯ แต่การรับมือยังเป็นไปโดยวิธีการเดิมๆ ภาครัฐจะขยับตามไม่ทันความรุนแรงของปัญหา
ถึงเวลาที่ทุกหน่วยงานภาครัฐต้องเร่งบูรณาการการเตรียมป้องกันเหตุ และการระงับเหตุเป็นการด่วน ซึ่งทั้งหมดนี้จะสร้างความเชื่อมั่นขึ้นได้ รัฐบาลต้องส่งสัญญาณให้มีการปรับปรุงมาตรการโดยไม่รอช้า ไม่ว่าอุปกรณ์ที่ทันสมัย การยกระดับกำลังพล งบประมาณ ฯลฯ
ฉะนั้น ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนนับจากนี้ไป ต้องไม่ใช่วัวหายแล้วล้อมคอก แต่ต้องมีความเข้มข้น และได้ยาแรงเช่นเดียวกับนโยบายการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง







