
ตีกรอบลงทุน 20 โปรเจกต์
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ กระทรวงจะเสนอโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี 1.1 แสนล้านบาท ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ และจะเร่งรัดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ออกทีโออาร์ในส่วนงานโยธา ส่วนงานเดินรถจะเปิดให้เอกชนร่วมทุน (พีพีพี)
ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรง 5.46 หมื่นล้านบาท และรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี 5.67 หมื่นล้านบาท จะเป็นโครงการที่เปิดให้เอกชนร่วมทุน 100% และปัจจุบันอยู่ในโครงการ PPP fast track ที่จะต้องเร่งดำเนินการและต้องได้ผู้รับเหมาภายใน 9 เดือนจากนี้
“ในวันนี้ (2 ธ.ค.) สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มีกำหนดจะเดินทางมาประชุมหารือ เพื่อติดตามปัญหาอุปสรรคในการทำงานของ รฟม.” อาคม กล่าว
อาคม ยังระบุว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมระยะเร่งด่วนปี 2559 ยังรวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแนวตะวันออก-ตะวันตก 6 โครงการ คือ 1.ทางหลวงหมายเลข 12 (แม่สอด-มุกดาหาร) 2.ทางหลวงพิเศษเชื่อมซูเปอร์คลัสเตอร์ระหว่างท่าเรือน้ำลึกทวาย-ท่าเรือแหลมฉบัง 3.ทางหลวงพิเศษเชื่อมต่อซูเปอร์คลัสเตอร์ ระหว่างท่าเรือทวาย-นครราชสีมา 4.ทางหลวงสายมุกดาหารตั้งแต่เลิงนกทา-ท่าเรือแหลมฉบัง
5.รถไฟตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ตอนบน ช่วงแม่สอด-พิษณุโลก-เพชรบูรณ์-ขอนแก่น-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร และ 6.รถไฟตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ตอนล่าง ช่วงกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ และกรุงเทพฯ-แหลมฉบัง
อาคม ระบุว่า การลงทุนโครงการเร่งด่วนในช่วงปี 2559-2560 จะใช้งบประจำปีของกระทรวงคมนาคม และบางส่วนจะได้รับจัดสรรเพิ่มจากสำนักงบประมาณ เพื่อให้โครงการเกิดขึ้นได้ภายในปี 2559 รวมทั้งจะมีการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อระดมเงินลงทุนด้วย โดยในช่วงปี 2560-2561 จะเป็นช่วงที่ใช้เงินลงทุนมากที่สุด
อาคม กล่าวว่า ในส่วนความคืบหน้าความร่วมมือรถไฟไทย-ญี่ปุ่น ได้มอบหมายให้ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นผู้ทำการศึกษาการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อบริหารการเดินรถในเส้นทางกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-แหลมฉบัง-สระแก้ว โดยฝ่ายไทยโดย รฟท.ถือในสัดส่วน 49 เอกชนญี่ปุ่นถือ 49% และที่เหลือ 2% อาจจะเป็นเอกชนหรือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพราะหาก รฟท.ถือหุ้นเกิน 50% จะเป็นรัฐวิสาหกิจและทำให้การทำงานเกิดความไม่คล่องตัวได้







