posttoday
โภคภัณฑ์โลกไร้แววฟื้น จีนขุดหลุม เฟดฝังกลบ

โภคภัณฑ์โลกไร้แววฟื้น จีนขุดหลุม เฟดฝังกลบ

01 ธันวาคม 2558

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

สถานการณ์ความตึงเครียดในซีเรีย และปัญหาระหว่างรัสเซีย-ตุรกี อาจจะพอทำให้ราคาทองคำและน้ำมันโลกขยับขึ้นมาได้อย่างน่าตกใจราว 2-3% ทว่าก็เป็นเพียงการพุ่งขึ้นชั่วคราวจากปฏิกิริยาตื่นตระหนกในตลาดเท่านั้น และเมื่อหายตกใจในช่วงสั้นๆ กันแล้ว ราคาก็ดิ่งลงสู่ขาลงเหมือนเดิม

ดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ 22 รายการหลักของบลูมเบิร์ก คอมโมดิตี้ ได้ดิ่งฮวบลงไปแล้วถึง 2 ใน 3 จากช่วงพีกที่ขึ้นจุดสูงสุด และยังตกลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา

หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงวัฏจักรขาลงหลังจากที่ทั่วโลกเคยแห่กันเข้าไปลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์กันอย่างคึกคัก จากการนำของจีน ทำให้ตลาดเข้าสู่ภาวะกระทิงขาขึ้นยาวนับสิบปีจนถึงปี 2011

หากดูจากสถิติในปี 2015 มานี้ ไปจนถึงทิศทางคร่าวๆ ในปีหน้า สินค้าโภคภัณฑ์โลกแทบจะเป็นการลงทุนระยะสั้น-ระยะกลางที่ไร้ความหวังอย่างสิ้นเชิง เนื่องจาก 2 ปัจจัยสำคัญอย่าง “จีน” และ “สหรัฐ” ที่ทำให้โภคภัณฑ์โลกยังไม่มีโอกาสได้ฟื้นตัวขึ้นง่ายๆ

แอนดรูว์ แลปปิง รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของบริษัทลงทุน อัลลัน เกรย์ ให้มุมมองกับบลูมเบิร์กว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจีน บนฐานประชากรกว่า 1,300 ล้านคน นับเป็นสิ่งที่โลกไม่เคยพบมาก่อน แต่ก็เป็นธรรมดาเช่นกันที่จีนคงไม่สามารถผลักดันการบริโภคให้ยืนระยะต่อเนื่องได้

การที่เศรษฐกิจในปัจจุบันขยายตัวได้ต่ำสุดในรอบ 25 ปี และลงไปแตะระดับต่ำกว่า 7% มาแล้ว จึงนับเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่สุดที่ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกต้องตกลงสู่วัฏจักรขาลง ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคน้ำมัน สินค้าเกษตร ไปจนถึงอะลูมิเนียม เหล็ก และสินค้าพื้นฐานอื่นๆ ที่จำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต

ล่าสุด ราคาสินแร่เหล็กในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่สิงคโปร์ ก็ปรับลดลงทุบสถิติใหม่อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ลงไปต่ำกว่าระดับ 40 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก โดยลดลง 3.1% อยู่ที่ 39.51 เหรียญสหรัฐ/ตัน เนื่องจากความกังวลว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวจนกระทบต่อความต้องการนำเข้าสินค้า ท่ามกลางซัพพลายที่ล้นเหมือง

สุฮาส ฮารีนารายนัน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัท เจเอ็ม ไฟแนนเชียล มองว่า ภาวะเศรษฐกิจจีนคือปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่บ่งชี้ต่ออนาคตของสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก ขณะที่การปฏิรูปนโยบายของจีน โดยพยายามเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่อิงบนฐานการผลิตและการส่งออกเป็นหลัก มาเป็นเศรษฐกิจบนฐานของการบริโภคและภาคบริการในประเทศนั้น ก็ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในเวลาไม่นาน

ทั้งนี้ นอกจากดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจะดิ่งลงมากที่สุดในรอบกว่า 6 ปีแล้ว ดัชนีหลักทรัพย์ของบริษัทในกลุ่มดังกล่าวก็กำลังอยู่ในภาวะเจ็บหนักไม่แพ้กันด้วย นำโดยดัชนีกลุ่มเหมืองที่ลดลงไปแล้วถึง 31% ในปีนี้

สำหรับสินค้าในกลุ่มน้ำมันนั้น นับเป็นอีกหนึ่งรายการสำคัญที่ย่ำแย่ที่สุดเนื่องจากปัจจัยปริมาณสต๊อกน้ำมันล้นตลาด หรือโอเวอร์ซัพพลาย

จากข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) พบว่า แม้ราคาน้ำมันในปัจจุบันจะลดลงมาถึงราว 60% จากเดือน มิ.ย. 2014 แต่สต๊อกน้ำมันในวันนี้กลับยังมีปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงเกือบ 3,000 ล้านบาร์เรล

ภาวะโอเวอร์ซัพพลายในวันนี้เป็นผลมาจากสต๊อกในสหรัฐ และกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) เป็นหลัก เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องการคงกำลังการผลิตให้สูงตามเป้า 30 ล้านบาร์เรล/วัน เพื่อขยี้คู่แข่งที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าจนไม่อาจแบกรับภาระต้นทุนได้ และเพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาด โดยเฉพาะลูกค้าจากจีนและเอเชีย หลังจากที่กำลังซื้อหายไปก่อนหน้านี้เพราะภาวะเศรษฐกิจซบเซา

ขณะเดียวกัน นอกจากปัญหาความต้องการบริโภคของจีนที่ลดลงแล้ว ปัจจัยจากสหรัฐก็ยังซ้ำเติมไม่ต่างอะไรกับการฝังกลบสินค้าโภคภัณฑ์ ในหลุมที่จีนขุดไว้ก่อนหน้านี้

การที่ตลาดทุนโลกตอบรับสัญญาณล่วงหน้าว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้น ดอกเบี้ยในปลายปีนี้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่ขึ้นครั้งสุดท้ายในปี 2006 ส่งผลทันทีให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นไปรวมแล้วประมาณ 9% ในปีนี้ เมื่อเทียบกับอีก 10 สกุลเงินสำคัญของโลก

ยิ่งเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ก็ยิ่งส่งผลแง่ลบต่อสินค้าโภคภัณฑ์ที่ส่วนใหญ่แล้วจะโควตราคากันเป็นเงินเหรียญสหรัฐ เพราะหมายถึงผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ในราคาที่แพงขึ้น จึงย่อมส่งผลให้ปริมาณการซื้อลดลงตามไปด้วยในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ได้ฟื้นตัวดีมากนัก และหลายภูมิภาคก็ยังมีความผันผวนสูง เช่น กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และภูมิภาคยุโรป

ธนาคารราโบแบงก์ ในเนเธอร์แลนด์ ได้คาดการณ์ไว้ว่า ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกในปีหน้าบนพื้นฐานการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด จะยิ่งมีอิทธิพลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรมากยิ่งกว่าในปีนี้ เพราะกลุ่มประเทศตลาดเกิดจะไม่สามารถปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดขึ้นไปในทิศทางเดียวกับเฟดได้ ตรงกันข้าม อาจต้องผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น 

แม้แต่กลุ่มโอเปกเอง ก็ยังมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่ลดกำลังการผลิตในการประชุมใหญ่วันที่ 4-5 ธ.ค.นี้ เพื่อเพิ่มราคาน้ำมันให้แพงขึ้น แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากการผลิตน้ำมันของอิหร่านที่จะเพิ่มขึ้นมามากก็ตาม

ทั้งนี้ เนื่องจากโอเปกมีหลายเหตุผล ทั้งปัจจัยการเมืองที่เกี่ยวพันกับการกดดันประเทศนอกกลุ่มโอเปกอย่าง รัสเซีย ปัจจัยทางธุรกิจที่ต้องการฆ่าคู่แข่งในกลุ่มหินน้ำมันเชลออยล์ในสหรัฐให้ตายสนิท และปัจจัยพื้นฐานอย่างการค้าขาย ที่โอเปกเองของตนเองจะลดลง หากขึ้นราคาน้ำมันยามที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ดีเช่นนี้ เพราะลูกค้าอาจจะหันไปซื้อน้ำมันโลว์คอสต์ของประเทศนอกโอเปก หรือจากสหรัฐแทน

เมื่อโอเปกไม่ลดกำลังการผลิตเพื่อเพิ่มราคาน้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องอีกหลายตัว เช่น กลุ่มสินค้าเกษตร จึงไม่สามารถขยับราคาตามขึ้นไปด้วยได้ และต้องฝากความหวังไว้ที่ภาวะโลกร้อนที่แห้งแล้ง เพื่อช่วยดันราคาสินค้าจากสต๊อกที่อาจไม่เพียงพอ ในช่วงปีหน้า แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะช่วยขยับราคาได้มากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับการบริโภคที่หายไปของจีนและในหลายประเทศ ขณะที่บรรดาบริษัทสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่เอง ก็ต้องเตรียมพร้อมรองรับกับสถานการณ์ที่ผันผวนเช่นกัน เพราะภาวะขาลงของสินค้าโภคภัณฑ์โลก อาจจะยังไม่ได้ดิ่งลงจนแตะจุดต่ำสุดเพื่อรอภาวะฟื้นตัวต่อก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท