
เร่งผลักดันนโยบายพื้นฐานภาคการเกษตร
พักนี้ผมมีความสุข เฝ้าดูต้นกล้วยหอมที่ปลูกไว้หลังบ้าน 150 กว่าต้น โตวันโตคืน
พักนี้ผมมีความสุข เฝ้าดูต้นกล้วยหอมที่ปลูกไว้หลังบ้าน 150 กว่าต้น โตวันโตคืน เผลอไปไม่กี่สัปดาห์ก็ออกใบแทงยอดขึ้นจากหน่อที่ปลูกไว้ สร้างความหวังว่าหลังจากนี้ไม่กี่เดือนจะได้กินกล้วยหอมที่ปลูกเองกับมือ ส่วนที่เหลือกินเหลือแจกก็มีคนเสนอตัวขอซื้อ แบบมาตัดเครือเอาเองมารับถึงบ้าน ดูสถานการณ์ประเมินความเสี่ยงแล้วอาจรวยตอนแก่ เพราะขายกล้วยก็ได้
ความจริงถ้ารัฐจะส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกกล้วยเพิ่มขึ้น ก็น่าจะประหยัดเงินงบประมาณที่เอาไปแจกเกษตรให้งดทำนาปรัง ครอบครัวละไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท เพราะเขาประมาณกันว่าถ้าปลูกกล้วยหอม 1 ไร่ แบบทำเป็นอาชีพ ไม่ใช่ทำเป็นงานอดิเรกเหมือนผม เขาจะปลูกได้ถึง 300-400 ต้น มีรายได้ประมาณ 6 หมื่น-1 แสนบาท/ไร่ โดยต้นทุนการผลิตจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 หมื่นบาท/ไร่ ถ้าเกษตรกรปลูกกันสักครอบครัวละ 5-10 ไร่ ก็จะพอมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ไม่ต้องรับจ้างงดปลูกข้าวแลกกับเงินที่รัฐบาลจ่ายให้ เพราะการแก้ไขปัญหาการเกษตรด้วยการแจกเงินให้ ทำอย่างไรคงไม่ใช่มาตรการที่จะแก้ไขปัญหาของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนแน่นอน
ที่ผมพูดเรื่องกล้วยหอม ก็เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยนิยมกินกล้วยมากจนปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ และส่วนหนึ่งยังถูกแบ่งไปขายต่างประเทศ ซึ่งมีความต้องการไม่จำกัด ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีกลุ่มเกษตรกรในภาคอีสานเกาะกลุ่มกันผลิตกล้วยทอดเพื่อส่งไปขายญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่ปริมาณกล้วยหอมที่ผลิตได้ก็ยังไม่พอกับความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นอกจากกล้วยหอมแล้ว เดี๋ยวนี้กล้วยไข่ก็มีราคาแพงเพราะส่งไปขายจีนกันเป็นล่ำเป็นสัน ก็มีผู้รู้ในวงการเกษตรบอกผมว่า ถ้ายังพอมีที่มีทางอยู่บ้าง นอกจากจะปลูกกล้วยหอมแล้ว ก็ควรปลูกผลไม้อย่างอื่น เช่น มังคุดและมะยงชิดไว้บ้าง เพราะอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคนไทยจะไม่มีผลไม้เหล่านี้บริโภค เพราะมีเท่าไรก็ส่งไปขายเมืองจีนหมด เหมือนกับทุเรียนซึ่งตอนนี้แพงจนจับไม่ลง เพราะคนจีนมาเหมาสวนทุเรียนเพื่อส่งไปขายที่บ้านของเขา มีเหลือให้คนไทยกินบ้าง 2 ประเภท คือ ผลผลิตคุณภาพต่ำที่ตัดออกขายให้คนไทยทั่วไป กับผลผลิตที่คุณภาพสูงเป็นพิเศษขายให้กับเศรษฐีเมืองไทยที่พร้อมจะจ่ายค่าทุเรียนผลละ 2-3 หมื่นบาท
ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามานั้น จะว่าง่ายก็ง่าย ยากก็ยาก แต่ข้อเท็จจริงคือการค้าขายผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะผลไม้ไทยที่ยกตัวอย่างข้างต้น เช่น กล้วยหอม กล้วยไข่ มังคุด ทุเรียน และที่ผมลืมไปคือ มะม่วงน้ำดอกไม้นั้น ปัญหาในการเพิ่มปริมาณและมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ปริมาณผลผลิตที่ผลิตได้ไม่เพียงพอความต้องการบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผิดกับสินค้าอุตสาหกรรมของไทยที่ผลิตออกมาแล้วขายไม่ได้ เพราะความต้องการในตลาดโลกและในประเทศต่ำกว่าปริมาณการผลิต เพราะฉะนั้นถึงจะมีการส่งเสริมให้ผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น แต่คำถามคือได้เงินมาแล้วจะผลิตอะไรที่ขายได้ เพราะถ้ากู้มาผลิตจริงๆ ไม่ใช่กู้ไปใช้หนี้ เมื่อขายสินค้าไม่ได้ในที่สุดก็จะประสบปัญหาขาดทุนจนอยู่ไม่ได้อยู่ดี
ดังนั้น การปฏิรูปโครงสร้างภาคการเกษตรของไทยจึงน่าจะเป็นทางออกของการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนที่รัฐควรให้น้ำหนักในการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและเข้มข้น โดยเฉพาะการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรที่อยู่ในความต้องการของตลาดในและนอกประเทศ เงินงบประมาณของรัฐที่ใส่เข้าไปเพื่อช่วยให้เกษตรกรผลิตผลผลิตที่อยู่ในความต้องการของตลาด เป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด สามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืนกว่าการจ่ายเงินให้เกษตรกรงดปลูกข้าวนาปรัง หรือจ่ายเงินชดเชยชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครอบครัวละ 15 ไร่ อย่างเดียวอย่างแน่นอน
ท่านผู้อ่านอาจนึกว่า การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกล้วย ปลูกทุเรียน ปลูกมังคุด ปลูกมะยงชิด และปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้เพิ่มขึ้นนั้น เป็นเรื่องพูดง่ายแต่ทำยาก เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกพืชผลให้เกิดผลผลิตที่มีคุณภาพในปริมาณการผลิตที่สูงต่อไร่ เช่น ปัญหาขาดแคลนน้ำ ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงศัตรูพืชราคาแพง การขาดแคลนแรงงานที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นต้น
ส่วนนี้แหละครับที่ผมคิดว่ารัฐควรจะเข้ามามีบทบาทในการลงทุนและออกมาตรการแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการลงทุนในการสร้างแหล่งน้ำให้เกษตรกร ซึ่งเป็นการลงทุนครั้งเดียวแต่ใช้เพาะปลูกได้ยาวนานหลายปี ถ้าไม่มีการคอร์รัปชั่นขุดบ่อ ขุดบึงเก็บน้ำเหมือนในอดีต การจัดการปัจจัยการผลิตหรือช่วยลดต้นทุนพันธุ์พืชที่เกษตรกรต้องลงทุนซื้อมาปลูกในสวนในไร่ของตน เช่น หน่อกล้วยหอมดีๆ หน่อละ 20 บาท
แทนที่รัฐบาลจะแจกเงินให้เกษตรกรเฉยๆ ก็ช่วยชดเชยต้นทุนหน่อพันธุ์ได้บางส่วน เป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาลงทุนปลูกพืชที่ผลผลิตอยู่ในความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนผลผลิตดีกว่าการสนับสนุนให้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่ได้อยู่ในความต้องการตลาด และกำลังการผลิตเองเท่าที่มีอยู่ใช้ไปไม่ถึงร้อยละ 60 อย่างเช่นในปัจจุบัน
ความจริงรัฐธรรมนูญทุกฉบับจะกำหนดนโยบายพื้นฐานของรัฐไว้ให้รัฐบาลปฏิบัติและนโยบายภาคการเกษตรนั้น ก็จะถูกบรรจุไว้ในนโยบายพื้นฐานของรัฐโดยหลักการคือ ให้มีการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำไม่มีเสถียรภาพสนับสนุนให้มีการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร การจัดที่ทำดินให้เกษตรกร ฯลฯ
เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐให้ความสำคัญต่อการดำเนินการตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในภาคการเกษตรอย่างจริงจัง เหมือนกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการเพิ่มผลผลิตสินค้าเกษตรที่อยู่ในความต้องการของตลาดก็ไม่น่าจะขจัดออกไปไม่ได้ และประเทศไทยจะเป็นแหล่งผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรที่อยู่ในความต้องการของตลาดโลกอันดับต้นๆ ของโลกในอนาคต
ผมเชื่อว่า ผมเชื่อฝีมือเกษตรกรไทยครับว่าถ้าได้รับความสนับสนุนด้านการเพิ่มผลผลิตจากรัฐ โอกาสที่ไทยจะก้าวเข้าสู่ความเป็นหนึ่งในตลาดผักและผลไม้ของโลกไม่น่าจะอยู่ห่างไกลเกินรอจากความเป็นจริง และเกษตรกรจะมีรายได้ที่ยั่งยืน ไม่ต้องคอยรอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างที่เป็นมาในอดีตและปัจจุบัน
สำคัญที่ว่ารัฐจะเอาจริงในเรื่องการปฏิรูปและพัฒนาการเกษตรเมื่อไรเท่านั้นแหละครับ







