posttoday
แบงก์รัฐหืดจับ งานงอก แต่ ทุนหายกำไรหด

แบงก์รัฐหืดจับ งานงอก แต่ ทุนหายกำไรหด

01 ธันวาคม 2558

ในปี 2558 น่าจะเป็นปีที่ผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐ ไม่สดใส กำไรส่อท่าว่าจะลดวูบในหลายแบงก์

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในปี 2558 น่าจะเป็นปีที่ผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐ ไม่สดใส กำไรส่อท่าว่าจะลดวูบในหลายแบงก์

จากการรายงานข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พบว่า ในปี 2556 แบงก์รัฐทั้งระบบมีกำไรราว 4.56 หมื่นล้านบาท ส่วนปี 2557 มีทั้งระบบมีกำไรราว 3.62 หมื่นล้านบาท ขณะที่ผลดำเนินงานปี 2558 ในช่วง 9 เดือนแรก ทั้งระบบมีกำไรราว 2.74 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณที่ชัดเจนเรื่องผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ภัยแล้ง และจากการบริหารจัดการของแบงก์รัฐที่ยังขาดหัวเรือ คือ กรรมการผู้จัดการเข้ามาบริหารงานอีกหลายแห่ง ทำให้คาดว่าผลประกอบการแบงก์รัฐปีนี้น่าจะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

หากปีนี้ผลการดำเนินงานของแบงก์รัฐออกมาไม่ดี จะถือเป็นการปรับตัวลดลงของกำไร 3 ปีซ้อน

ภาพรวมยอดสินเชื่อคงค้างของแบงก์รัฐอยู่ที่ระดับ 4 ล้านล้านบาท เช่นเดียวกับเงินฝากคงค้างทั้งระบบก็อยู่ที่ 4 ล้านล้านบาท แต่ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของแบงก์รัฐทั้งระบบกลับพุ่งทะยานสูงสุดถึง 2.59 แสนล้านบาทในเดือน ส.ค. 2558 และล่าสุดเดือน ก.ย. เอ็นพีแอลได้ปรับลดลง 2.51 แสนล้านบาท คิดเป็น 6.1% ของสินเชื่อรวม ซึ่งจะส่งผลให้แบงก์รัฐหลายแห่งมีภาระในการตั้งสำรองที่สูงมากขึ้น โดยมีธนาคารออมสินที่ผลประกอบการปีนี้ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจแบบเต็มๆ ล่าสุดมีกำไรราว 1.7-1.8 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนๆ ที่เคยทำกำไรได้สูงกว่าระดับ 2 หมื่นล้านบาท แถมยังมีเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นจากปัญหาหนี้ครูที่ยังต้องจับตาว่าหากแก้ไขปัญหาไม่จบภายในปีนี้อาจทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองเพิ่มอีกหลายพันล้านบาท

ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ยอมรับเรื่องหนี้เอ็นพีแอลที่สูงขึ้น จาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และปัญหาภัยแล้ง ทำให้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของเกษตรกร ล่าสุดยอดเอ็นพีแอลเพิ่มเป็น 6.02% หรือคิดเป็นวงเงินกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่ง ธ.ก.ส.ได้เร่งส่งเจ้าหน้าที่เข้าพบลูกค้าเป็นรายตัวเพื่อทำการปรับโครงสร้างหนี้เชิงคุณภาพ คาดว่าจะพยายามลดหนี้เอ็นพีแอลให้เหลือ 4% ในสิ้นปีบัญชี 2558 นี้ให้ได้

นอกจากผลกระทบที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจ ภัยแล้ง ที่กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้แล้ว ยังมีผลกระทบที่เกิดจากการบริหารจัดการภายในของแบงก์รัฐแต่ละที่ โดยเฉพาะเรื่องความล่าช้าในการสรรหาตัวกรรมการผู้จัดการ ที่เห็นชัดๆ ก็คือที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ ที่ยังไม่สามารถสรรหากรรมการผู้จัดการคนใหม่ได้ โดยกระทรวงการคลังปล่อยให้ตำแหน่งนี้ว่างมาเป็นปีๆ แม้จะเร่งรัดแต่ไม่สามารถเข้าไปจัดการได้อย่างเต็มที่ ล่าสุดคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง มนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางไปเป็นประธาน ส่วนหนึ่งเพื่อให้เร่งเรื่องการสรรหากรรมการผู้จัดการใหม่ให้เข้าที่เข้าทางเสียที

ต่อมาที่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ แผนฟื้นฟูยังเรียกว่าลูกผีลูกคน เพราะที่ผ่านมาไอแบงก์ยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาหนี้เสียได้อย่างมีความคืบหน้ามากนัก ทำให้เงินกองทุนยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ส่งผลให้การสรรหากรรมการผู้จัดการคนใหม่ยังต้องหาแนวทางการแก้หนี้เสียที่ชัดเจนก่อนว่าจะแยกกู๊ดแบงก์ แบดแบงก์ และหาพันธมิตรร่วมทุนใหม่เข้ามาหรือไม่ อย่างไร

ขณะที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ซึ่งเป็นอีกแบงก์ที่อยู่ในแผนฟื้นฟูของซูเปอร์บอร์ด แม้จะมีความคืบหน้าเรื่องการแก้หนี้เสีย ผลดำเนินงานดีขึ้นทุกด้าน แต่กรรมการผู้จัดการคนก่อน คือ สุพจน์ อาวาส แจ้งลาออกกะทันหัน อาจว่าเป็นเพราะเรื่องปัญหาสุขภาพ ล่าสุดได้เปิดสรรหา และอยู่ระหว่างการเจรจากับ มงคล ลีลาธรรม อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย เข้ามาเป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่

เช่นเดียวกับการสรรหาเอ็มดีของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และกรรมการผู้จัดการบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ที่คาดว่าจะมีการประกาศรายชื่อกรรมการผู้จัดการคนใหม่เร็วๆ นี้

นอกจากนี้ ในปี 2558 ถือเป็นปีแรกที่แบงก์รัฐต้องส่งเงินเข้าสมทบในกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ในอัตรา 0.18% ต่อปี ของยอดเงินรับฝากเป็นปีแรก ซึ่งมีแบงก์รัฐที่เข้าข่ายส่งเงินสมทบ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. และไอแบงก์ รวมกันเป็นเงินกว่า 7,000 ล้านบาท แยกเป็นธนาคารออมสิน มีฐานเงินฝากอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็นเงินที่ต้องนำส่งประมาณ 3,500 ล้านบาท ธ.ก.ส.มีฐานเงินฝากที่ 1.15 ล้านล้านบาท คิดเป็นเงินที่ต้องนำส่ง 2,070 ล้านบาท ธอส.มีฐานเงินฝาก 6.83 แสนล้านบาท คิดเป็นเงินที่ต้องนำส่ง 1,229 ล้านบาท และไอแบงก์มีฐานเงินฝาก 1.04 แสนล้านบาท คิดเป็นเงินที่ต้องนำส่ง 187.2 ล้านบาท ซึ่งเงินนำส่งสมทบเข้ากองทุนครั้งนี้ย่อมกระทบต่อผลกำไรของแบงก์รัฐในปีนี้อีกเช่นกัน

ขณะที่สถานการณ์ล่าสุด กระทรวงการคลังกำลังส่งสัญญาณให้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.ที่มีกำไรจากผลประกอบการแต่ละปีจำนวนมาก อยากให้นำเงินกำไรส่วนนี้เข้ามาช่วยเหลือประชาชนที่เป็นลูกค้าของธนาคาร เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) ที่ปัจจุบันมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 7% ลง หรือมีผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการบริการของธนาคาร ถือเป็นการทำงานภาคสังคมเพื่อช่วยเหลือคนระดับฐานรากตามนโยบายของรัฐบาล

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้น่าจับตาว่าในปีนี้จะเป็นอีกปียากลำบากของแบงก์รัฐ เพราะต้องเจอทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกรุมเร้าทำให้ฐานะของธนาคารอ่อนแอลง แถมยังต้องทำหน้าที่เสาหลักอีกต้นหนึ่งในการพยุงเศรษฐกิจไทยตามนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย

ข้อจำกัดที่แบงก์รัฐมีนี้จะเป็นปัญหาขว้างงูไม่พ้นคอ เพราะถึงที่สุดแล้วหากแบงก์รัฐอยู่ไม่ไหว รัฐบาลก็จะต้องนำเงินงบประมาณแผ่นดินลงไปอุ้มเหมือนที่เคยปฏิบัติมา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท