
เศรษฐกิจไทยเปราะบาง
รุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมายังฟื้นตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐที่ทำได้ดีต่อเนื่อง การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวจากการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าจำเป็นและบริการ จึงเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ทั้งจากการใช้จ่ายที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจที่ปรับดีขึ้น แม้จะมีปัจจัยถ่วงจากส่งออกที่ยังหดตัวต่อเนื่องอยู่ก็ตาม
รุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมายังฟื้นตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐที่ทำได้ดีต่อเนื่อง การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวจากการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าจำเป็นและบริการ จึงเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ทั้งจากการใช้จ่ายที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจที่ปรับดีขึ้น แม้จะมีปัจจัยถ่วงจากส่งออกที่ยังหดตัวต่อเนื่องอยู่ก็ตาม
ปัจจัยดีที่หนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในเดือนนี้ ได้แก่ 1.การใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งตัวมากขึ้นในช่วงต้นปีงบประมาณ 2.การบริโภคภาคเอกชนหรือการใช้จ่ายในประเทศที่ปรับดีขึ้น จากกำลังซื้อนอกภาคเกษตรที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่กระเตื้องขึ้น จากสินค้าไม่คงทน และยอดขายรถยนต์ที่เร่งขึ้นชั่วคราว
3.ภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดีขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหากดูจากด่านตรวจคนเข้าเมืองของสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต จากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจีน
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยหน่วงการเติบโตจากการส่งออกที่หดตัว โดยส่งออกมีมูลค่า 1.83 หมื่นล้านบาท หดตัวไป 8% จากการชะลอตัวของจีนและอาเซียนซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ
“อุปสงค์หรือความต้องการซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และการส่งออกสินค้าที่อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัว 0.3% และมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 60.4% การลงทุนยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1% เทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งการลงทุนส่วนใหญ่ยังเป็นการซื้อในประเทศเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่การลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์จากต่างประเทศ ภาพเศรษฐกิจยังเป็นการฟื้นตัวที่เปราะบาง หากมีอะไรมากระตุกอาจจะชะลอลงได้” รุ่ง กล่าว
มูลค่าการนำเข้าสินค้าหดตัว 21.3% จากระยะเดียวกันปีก่อน โดยเป็นการหดตัวต่อเนื่องในเกือบทุกหมวด แม้ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงที่ 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าเกินดุลสูงสุดในรอบ 10 เดือน และยอดคงค้างตั้งแต่ต้นปีมาถึงเดือน ต.ค.ที่ 2.61 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐนั้น ยังสูงเกินจากที่ ธปท.เคยคาดไว้ แต่เป็นเพราะการนำเข้าสินค้าที่อยู่ในระดับต่ำด้วย
ขณะที่ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายขาดดุล แต่ในเดือนนี้มีการไหลเข้าสุทธิของเงินลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน หลังธนาคารกลางสหรัฐมีท่าทีเลื่อนเวลาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป







