
อธิบดีกรมศิลป์ เข้าพบเจ้าอาวาส วัดกัลยาณ์
เมื่อเวลา 14.00 น.ของวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมคณะผู้ติดตาม
โดย...ขุนอิน
เมื่อเวลา 14.00 น.ของวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมคณะผู้ติดตาม ได้เดินทางมายังวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารเป็นครั้งแรก ท่ามกลางสื่อมวลชนหลายสำนักมารอทำข่าวกันอย่างคึกคัก
เจตนารมณ์ของการเดินทางครั้งนี้ คือ สำรวจสภาพโบราณสถานที่ถูกรื้อทำลายภายในวัด พร้อมกับเข้ากราบนมัสการพระพรหมกวี เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เพื่อหารือถึงทิศทางการฟื้นฟูโบราณสถานภายในวัดกัลยาณ์
การพบกันระหว่างอธิบดีกรมศิลปากรคนใหม่กับเจ้าอาวาสวัดกัลยาณ์เป็นการพูดคุยส่วนตัว ไม่อนุญาตให้คณะติดตามและสื่อมวลชนเข้ารับฟังแต่อย่างใด โดยใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 30 นาที
อนันต์กล่าวภายหลังจากการเข้าพบเจ้าอาวาส ว่า ประเด็นสำคัญที่พูดคุยกันในครั้งนี้มี 3 ข้อ คือ 1.กรมศิลปากรจะเดินหน้าฟื้นฟูในเขตพุทธาวาสก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นเขตที่มีประชาชนเข้ามากราบไหว้ทำบุญเป็นจำนวนมาก โดยจะ “เคลียร์” เศษซากศาลา 2 หลังที่ถูกทางวัดรื้อทำลายออกไปให้เรียบร้อย นั่นคือ ศาลาเสวิกุลกับศาลาทรงปั้นหยา พร้อมยืนยันว่าจะสร้างใหม่ให้เหมือนของเดิม โดยได้มอบหมายให้สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เร่งออกแบบโดยเร็วที่สุดแล้ว
2.ขอรื้อโครงสร้างหลังคา 2 หลัง บริเวณหน้าทางเข้าวิหารหลวงที่ทางวัดสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมเสนอว่าจะออกแบบพื้นที่สักการะและจุดตั้งกระถางให้สวยงามกว่าเดิม 3.เร่งจัดทำแผนผังโบราณสถานทั้งหมดภายในวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารขึ้นใหม่ เพื่อให้มีขอบเขตที่ชัดเจน เช่นเดียวกับอีก 21 วัดที่กรมศิลปากรประกาศให้เป็นโบราณสถานเพียงชื่อ แต่ยังไม่มีการประกาศขอบเขตแนบท้ายในราชกิจจานุเบกษา
ข้อเสนอทั้งหมดกรมศิลปากรจะออกค่าใช้จ่ายให้ก่อน แล้วจึงค่อยทำหนังสือไปมอบให้เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร เพื่อเก็บค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยตัวเองอีกครั้ง
อธิบดีกรมศิลปากร เผยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า การพบกันครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น เจ้าอาวาสไม่ขัดข้อง เพียงแต่ขอร้องให้เริ่มดำเนินการหลังวันเทศกาลตรุษจีนในต้นปีหน้า ขณะที่เรื่องคดีความเก่าๆ กำลังฟ้องร้องกันอยู่ก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย
เป็นที่น่าสังเกตว่าประเด็นในการพูดคุยครั้งนี้ไม่มีเรื่องการไล่รื้อชุมชนวัดกัลยาณ์รวมอยู่ด้วย ทั้งที่จากการสำรวจของผู้สื่อข่าวพบว่า ขณะนี้มีการรื้อถอนบ้านเรือนออกไปแล้วเกือบหมด คงเหลือเพียง 2-3 หลังที่ผู้อยู่อาศัยกำลังเก็บข้าวของเพื่ออพยพก่อนจะถึงเส้นตายที่ทางวัดกำหนดไว้
ภาพเบื้องหน้าที่เคยมีบ้านเรือนเรียงรายเป็นชุมชน บัดนี้กลายเป็นซากปรักหักพังอย่างน่าเศร้าใจ







