
ฐานความรู้ (หลักวิชา) ในการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา ของพระธรรมมังคลาจารย์ วิ. (2)
ความ เดิมตอนที่แล้ว เล่าถึงสติปัฏฐานสี่ ตามคำอธิบายพระพรหมคุณาภรณ์ จบที่ข้อความว่า ดังนั้นสติจึงเป็นเรื่องเดียวกับความไม่ประมาท
โดย...ข้อมูลจากหนังสือ 90 ปี พระธรรมมังคลาจารย์ วิ.
ความ เดิมตอนที่แล้ว เล่าถึงสติปัฏฐานสี่ ตามคำอธิบายพระพรหมคุณาภรณ์ จบที่ข้อความว่า ดังนั้นสติจึงเป็นเรื่องเดียวกับความไม่ประมาท และเป็นเรื่องเดียวกับสติปัฏฐานสี่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา หัวใจพระธรรม และหัวใจพระไตรปิฎก เป็นทางของผู้ประเสริฐ
ความต่อเนื่องจากตอนที่แล้วมีดังนี้
ทั้งนี้ สติปัฏฐานสี่มีที่มาจากสติปัฏฐานสูตร อันเป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนด้วยพระองค์เองขณะประทับอยู่ในนิคมของชาวกุรุ (ม.มู. (ไทย) 1/131/607) ดังว่า “...สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในแคว้นกุรุทั้งหลาย (ทรงอาศัย) นิคมหนึ่งของชาวกุรุ ชื่อว่ากัมมาสธัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว...”
ในสติปัฏฐานสูตร กล่าวถึงความสำคัญของพระสูตรนี้ว่าเป็นทางเอกหรือทางเดียวที่จะดับทุกข์ทำนิพพานให้แจ้งได้ ดังว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นที่ไปอันเอกเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อดับความโศก และความร่ำไร รำพัน เพื่อดับความทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือ สติปัฏฐานสี่”
อรรถกถาสติปัฏฐานสูตร (ม.มู. (ไทย) 1/132/638-644) อธิบายความหมายของคำว่า “ทางนี้เป็นที่ไปอันเอก (เอกายนะ)” ไว้ดังนี้
1.เพราะเป็นทางสายเดียว ไม่ใช่เป็นทาง 2 สาย
2.เพราะคนคนเดียวเท่านั้นจึงไป คำว่า คนเดียว คือ ควรละการคลุกคลีด้วยหมู่ ปลีกตัว เงียบสงัด ดำเนินไปคือปฏิบัติคนเดียว
3.เพราะเหตุที่ดำเนินไป คือไปจากสงสาร ถึงพระนิพพาน
4.เพราะเป็นทางของผู้ประเสริฐที่สุดกว่าสรรพสัตว์ คือ ทางดำเนินของพระพุทธเจ้า
5.เพราะไปในที่เดียวกัน คือ ไปในธรรมวินัยเท่านั้น
เพราะไปสู่จุดหมายเดียวกัน คือ นิพพาน
1.2 วิธีเจริญสติปัฏฐานสี่
พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงสติปัฏฐานสี่ว่ามีอะไรบ้าง ไว้ในพระสูตรและอรรถกถาแปล (ที.ม. (ไทย) 10/372-373/301-302) ว่า สติปัฏฐานสี่ คือ
1.พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ (กายานุปัสสนา)
2.พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ (เวทนานุปัสสนา)
3.พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ (จิตตานุปัสสนา)
4.พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ (ธัมมานุปัสสนา)
พระธรรมมังคลาจารย์ วิ. (พระเทพสิทธาจารย์ (ทอง สิริมงฺคโล), 2552:4-11) ได้อธิบายถึงหลักสติปัฏฐานสี่ข้างต้นไว้อย่างง่ายเพื่อการปฏิบติดังนี้
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน การใช้สติพิจารณากำหนดรู้อาการที่ปรากฏทางกาย คือ เอาสติ ไปตั้งไว้ที่กาย หมายรวมถึง อิริยาบถต่างๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ หายใจเข้าออก ต้องกำหนดทุกอิริยาบถ
การปฏิบัติข้อนี้จะสามารถตัดทอนเสียซึ่งกามารมณ์
กามะ คือ ความใคร่ออกเสียได้จากจิตใจ จิตใจจะไม่พันพัวในกามารมณ์อย่างเมื่อก่อน บุคคลผู้ใดได้ปฏิบัติอยู่เรื่อยๆ ตัวราคะนั้นจะน้อยลงถอยลงเบาลงไม่เกี่ยวข้องอยู่ในความงาม และกามารมณ์อีกต่อไป
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน การใช้สติพิจารณากำหนดรู้อาการที่ปรากฏทางเวทนา เมื่อปฏิบัติไปชั่วระยะหนึ่งถ้าเกิดเวทนาคืออาการปวดเจ็บก็ให้กำหนดด้วยสติว่าขณะนี้เวทนา ได้เกิดขึ้นแล้ว
การปฏิบัติในข้อนี้ก็เพื่อจะได้ไม่ติดอยู่ในความสุข
จิตของผู้ปฏิบัติจะชินอยู่กับธรรมชาติตามสภาวะจิต จะอยู่อย่างไรก็ได้จะร้อนหรือจะหนาว จิตก็ไม่ทุกข์ไปตามอารมณ์เหล่านั้น จะมองสิ่งเหล่านั้นเป็นไปตามสภาวะที่จิตกำหนด อย่างไหนก็ได้ อยู่อย่างไรก็ได้ ความทุกข์ความสุข มันมีอยู่แต่จิตของผู้ฝึกนั้น จะไม่ติดอยู่ในความสุขความทุกข์หรือความเฉยใดๆ จะรู้เท่าทันในสภาวะจิตเหล่านั้นอยู่เสมอ และจะไม่ข้องเกี่ยวอยู่ในความสุข จะหลุดพ้นจากความสุขนั้น
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน การใช้สติพิจารณากำหนดรู้อาการที่ปรากฏทางจิต (ความคิด ราคะ โทสะ โมหะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน เป็นต้น)
การปฏิบัติในข้อนี้ก็เพื่อจะกำจัดซึ่งความเห็นว่าเป็นของเที่ยง หรือบรรเทาเสียซึ่งความเที่ยงที่จะเข้าไปยึดไปถือ ความเที่ยงนั้นไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงอันใดที่เกิดขึ้นในชีวิต
ผู้ปฏิบัติจะได้มองความเปลี่ยนแปลงนั้น โดยไม่รู้สึกเสียใจอะไร จะอยู่อย่างไรก็ได้ เพราะพิจารณาแล้วว่าในชีวิตของคนเราย่อมมีความเปลี่ยนแปลงแล้วก็มองดูด้วยสติว่ามันเป็นอย่างนี้เอง
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน การใช้สติพิจารณากำหนดรู้อาการที่ปรากฏทางธรรม อาการที่ปรากฏทางธรรม ได้แก่ ขันธ์ 5 แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ รูปกับนาม รูปก็ยังเป็นรูป ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนาม และนิวรณ์ 5 คือ เครื่องกั้นหรืออุปสรรคในการปฏิบัติมี 5 ประการ คือ ชอบใจ ไม่ชอบใจ ง่วง ฟุ้ง สงสัย เมื่อเอาสติเข้าไปกำหนดนิวรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็ควรละทิ้งนิวรณ์นั้นเสีย
การปฏิบัติในข้อนี้ก็เพื่อจะกำจัดเสียซึ่งความมีตัวตน เรา เขา สัตว์ บุคคล ความจริงแล้ว มีแต่รูปมีแต่นามเท่านั้น ที่เขาสมมติให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา ก็เพื่อความสะดวกในการอยู่ร่วมกันและให้แสดงบทบาทต่างๆ ไปตามสมมติเหล่านั้น บุคคลจะต้องอาศัยสมมตินี้ไปตลอดชีวิต
ถ้าหากว่าคนใดไม่ได้ศึกษาให้รู้ถึง “ความเป็นจริง” แล้ว เขาก็จะติดอยู่ในสมมตินี้ต่อไปไม่สามารถพ้นไปจากทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติในข้อนี้ จึงทำให้รู้ว่าในตัวของเรามีแต่รูปกับนามเท่านั้น ที่เขาสมมติอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะต้องรู้เท่าทันเขาสมมติเพื่ออะไร เพื่อเป็นตัวอย่างอันดีแก่ผู้อื่น การให้ยศถาบรรดาศักดิ์ เพื่อจะได้สอนคนให้เป็นคนดี ยกย่องคนดี และให้เป็นตัวอย่างในการทำความดีของโลก เพื่อทุกคนจะได้เกิดความรู้สึกขึ้นในจิตใจและพากันทำความดีในโลกนี้







