
สมุดภาพของพ่อ
มันมีอะไรบางอย่างที่คาใจไม่จบสิ้น ตอนเป็นเด็กยันวัยรุ่น ผมไม่รู้สึกอะไรเท่าไร แต่พอเริ่มเติบใหญ่กลับมานึกถึงชีวิตครอบครัวในวัยเด็ก
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
มันมีอะไรบางอย่างที่คาใจไม่จบสิ้น
ตอนเป็นเด็กยันวัยรุ่น ผมไม่รู้สึกอะไรเท่าไร แต่พอเริ่มเติบใหญ่กลับมานึกถึงชีวิตครอบครัวในวัยเด็ก
วันที่พ่อยังอยู่ด้วย มันยิ่งใหญ่ล้ำค่า พ่อทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ในตัว คอยดูแล ส่งเสียลูกซนๆ 2 คน จนเรียนจบแม้จะไม่ใช่สถาบันการศึกษาชื่อดัง แต่ก็ยังความภูมิใจที่เราได้เรียนตามอัตภาพ เป็นลูกที่ดี ไม่เกเรสร้างปัญหาวุ่นวายเป็นภาระให้พ่อเหนื่อยใจในยามที่พ่อเป็นกำลังหลักเพียงคนเดียว คอยผ่อนหนี้บ้านก้อนโต ส่งเสียค่าใช้จ่ายให้ลูกทั้งสองยืนได้บนลำแข้ง
ตัวเอง
หลังพ่อจากเราไปนานร่วม 20 ปี ผมชอบไปค้นงานเขียนเก่าๆ ของพ่อสมัยเป็นนักหนังสือพิมพ์ ดูต้นฉบับ บทความที่พ่อยังเก็บไว้ ก่อนตีพิมพ์เป็นตัวอักษรแป้นพิมพ์ดีดสมัยก่อน เรื่องสั้น เรื่องแปล บทนำหนังสือพิมพ์ในยุครัฐบาลเผด็จการ นึกถึงภาพที่พ่อนั่งพิมพ์งานยามค่ำคืนควันบุหรี่ลอยเป็นก้อนอบอวลตัดกับแสงไฟสีเหลืองบนโต๊ะทำงานในบ้าน ที่เต็มไปด้วยอภิมหาหนังสือที่พ่อซื้อมาและได้รับแจกตามโอกาสต่างๆ
ไม่มีใครอ่านลายมือพ่อออก เพราะพ่อเป็นนักข่าวมานาน เลยเขียนหวัดจนไม่รู้เป็นภาษาอะไร แต่ผมก็เก็บสมุดจดข่าวพ่อไว้กองโต เผื่อวันหนึ่งเอามาให้ลูกหลานได้เห็นร่องรอย ชีวิตการทำงานของคุณปู่ ในฐานะคนหนังสือพิมพ์ในอดีต
ในตู้หนังสือขนาดใหญ่ของพ่อ มีสมุดภาพเล่มหนึ่งที่พ่อแปะภาพถ่ายเรื่องราวชีวิตสมัยหนุ่มๆ พ่อดูเท่ไม่เบา ใส่แว่นดำ สวมสูท เนกไทก้อนโตเวลาไปทำภารกิจสำคัญ ยังมีภาพภรรยาคนแรกของพ่อพร้อมด้วยลูกสาวฝาแฝดสองคน แต่ละใบพ่อจะเขียนใต้ภาพบรรยายด้วยลายมือ ภรรยาพ่อชื่อ วัฒนา หรือ “แม่เล็ก” ลูกสาวชื่อ โจ้ กับ เจี๊ยบ จัดเรียงภาพสมดุลสวยงามสมกับที่ทำหน้าที่เลย์เอาต์ จัดหน้าหนังสือพิมพ์สมัยก่อนด้วย
ความทรงจำของผมในวัยเด็ก คลับคล้ายคลับคลาว่า ภรรยาของพ่อเสียชีวิตด้วยโรคอะไรบางอย่างทั้งที่ยังสาวอยู่ ถ้าท่านไม่จากลาก็คงอยู่สุขสบายเป็นครอบครัวที่อบอุ่นกับพ่อและพี่สาวผม โดยที่ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตล่องลอยอยู่ ณ แห่งใดในโลกใบนี้
ผมไม่เคยถามพ่อ เพราะกลัวว่าจะก้าวล่วงชีวิตส่วนตัวพ่อ และไม่อยากรบกวนเห็นพ่อเหนื่อยแทบไม่ได้พักผ่อน นั่งพิมพ์งานตั้งแต่ตี 5 ยัน 4 ทุ่ม เป็นอย่างนี้แทบทุกวัน จนพ่อไม่มีเวลาพาเราไปเที่ยว แต่เราก็สุขใจที่ได้อยู่บ้านร่วมกัน และก็ช่วยเหลืองานเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่ทำได้ อีกอย่างครอบครัวผมเลี้ยงมาแบบพ่อกับลูกจริงๆ ไม่ใช่พ่อที่เป็นเพื่อนลูก หยอกล้อเล่นหัวกันได้ ที่สำคัญ พ่อไม่เคยคุยเรื่องลูกสาวให้ฟัง นอกจากผมไปเปิดสมุดพ่อเจอ
กาลเวลาผ่านเลย วันที่พ่อไม่อยู่ด้วยผมยังคงคิดถึงพ่ออยู่ตลอด ครั้งไหนมีโอกาสเจอคุณอา น้องๆ ของพ่อในงานศพญาติเราที่จากไปบางคน ภาพของพ่อมักปรากฏขึ้นมาทุกครั้ง คุณอาบางท่าน ใบหน้า บุคลิก เหมือนพ่อมาก ทำให้ผมนึกถึงพ่อ ถ้าวันนี้ยังอยู่ด้วย คงขับรถพาลูกทั้งสองไปกินข้าวต้มเป็ดยามเย็นสุดสัปดาห์แถวบ้านอิ่มหนำสำราญกันแน่
การได้เห็นหน้าญาติและภาพของพ่อ ทำให้เรื่องราว “พี่สาวฝาแฝด” ที่เป็นปริศนาคาใจผมผุดขึ้นมาในหัว ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยเจอหน้า ไม่เคยรู้ข่าวคราวว่าเรียนที่ไหน ทำงานอะไร เป็นอยู่อย่างไร ได้เห็นก็แค่ภาพถ่ายเก่าๆ ใบนั้น พี่ทั้งสองอยู่ในอ้อมกอดพ่อดูมีความสุข ดวงตากลมโต ใบหน้าเหมือนพ่อไม่มีผิด
ในวันพ่อเสียด้วยโรคไตวายและทำพิธีที่วัด ครั้งนั้นผมหวังไว้เล็กๆ ว่า พี่สาวทั้งสองอาจทราบข่าวจากญาติหรือใครบางคน ไม่ก็มีจิตสัมผัสอะไรบางอย่างที่รู้ว่าพ่อจากไป จนอาจเดินทางมาหาพ่อที่งานศพ เหมือนพล็อตเรื่องในหนังที่เรามักเห็นญาติพี่น้องบางครอบครัวพลัดพรากจากไปนาน มาเจอกันครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในวันส่งพ่อแม่สู่สวรรค์ แต่สิ่งนั้นก็ไม่เกิดขึ้น พี่สาวคงไม่ทราบข่าว และผมก็ไม่รู้จะติดต่อเขาอย่างไร ผมเชื่อว่า ถ้ารู้ พี่ทั้งสองต้องมางานศพแน่ และน่าจะเป็นโอกาสเดียวที่ผมจะได้เจอกันเป็นครั้งแรก
ผมไม่รู้จักชื่อจริงของพี่สาว และไม่รู้ใช้นามสกุลอะไร ไม่อย่างนั้นคงตามหาได้ง่าย เคยถามผ่านญาติก็ไม่มีข้อมูลมากกว่านี้ รู้แค่ว่า “โจ้–เจี๊ยบ” ลูกแม่วัฒนา ถ้าย้อนกลับไปวันที่พ่ออยู่ ผมคงขอให้พ่อพามารู้จัก ชวนไปกินข้าวด้วยกันบ้าง แต่มันย้อนเวลากลับไปไม่ได้น่ะซิ
วันนี้พี่สาวคงมีอายุ 60 กว่าๆ น่าจะมีลูก หลานแล้ว 40 กว่าปีแล้วที่ผมไม่เคยเจอและก็ไม่คาดหวังว่าจะได้พบ เพราะเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร เพียงแต่อยากรู้จัก คนที่มีสายเลือดพ่อเดียวกันจากสมุดภาพของพ่อเล่มนั้น







