
เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (24)
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระราชดำรัสว่า “...ปัจจัยสำคัญที่สุดประการหนึ่งของชีวิต คือ การศึกษา
โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระราชดำรัสว่า “...ปัจจัยสำคัญที่สุดประการหนึ่งของชีวิต คือ การศึกษา เพราะเป็นรากฐานส่งเสริมความเจริญความมั่นคงเกือบทุกอย่างทั้งในบุคคลและประเทศชาติ ผู้มีหน้าที่จัดการศึกษาของอนุชนทุกระดับ จึงควรได้ทราบตระหนักในความสำคัญของงานที่ทำทั้งต้องพยายามปฏิบัติให้ได้ผลสมบูรณ์เต็มตามความมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ของการศึกษา กล่าวโดยสรุป คือ การวางรากฐานที่ดีถูกต้องในตัวบุคคลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ความรู้ และที่สำคัญที่สุด คือ รากฐานด้านความรู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักตัดสินใจตามทางที่ถูก ที่เป็นธรรม ที่สร้างสรรค์ ผู้จัดการศึกษาต้องดำเนินงานให้ได้ประโยชน์พร้อมดังนี้ จึงเรียกได้ว่าปฏิบัติการถูกต้องครบถ้วน เป็นนักการศึกษาแท้ ที่ควรแก่การยกย่อง...”
พระองค์ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษา ซึ่งเป็นการติดอาวุธทางปัญญาสู่การพัฒนาคนเพื่อเป็นกำลังสำคัญของชาติ การวางรากฐานการศึกษาที่ดีต้องเริ่มพัฒนาตั้งแต่ในวัยเด็กโดยเฉพาะเยาวชนในถิ่นทุรกันดารและโรงเรียนตามชายแดนที่ยังขาดโอกาสทางการศึกษา เพราะทรงเชื่อมั่นว่าถ้าคนมีความรู้ที่ดีประเทศชาติจะพัฒนาไปในทิศทางที่เหมาะสม
งานพัฒนาด้านการศึกษาจึงเป็นพระราชภารกิจหลักที่พระองค์ทรงมุ่งเน้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะทรงตระหนักดีว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาย่อมจะต้องแสวงหาความรู้และการศึกษาทุกรูปแบบมิได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียนเพื่อให้ได้มาซึ่ง “ปัญญา” ที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาที่เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ ทรงเปรียบปัญญาเป็นดุจแสงสว่าง
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงให้ความสำคัญของการศึกษาทุกด้านและทุกรูปแบบ นอกจากจะทรงเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และอาจารย์พิเศษ ณ สถาบันการศึกษาต่างๆ แล้ว ยังมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในทั่วทุกภาคของประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน การพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การส่งเสริมคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาครู การส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ การจัดตั้งและพัฒนาศูนย์ข้อมูล ห้องสมุด และสื่อการสอน ศูนย์ทดลองเด็กหูหนวกปฐมวัย โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ โรงเรียนสอนคนตาบอดและเด็กพิเศษ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) เมื่อปี 2523 จนถึงปัจจุบันที่ทรงเกษียณอายุราชการ รวมระยะเวลาถึง 35 ปี และทรงรับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษ ณ สถาบันการศึกษาต่างๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นต้น โดยที่มาของความสนพระราชหฤทัยที่ทรงเลือกอาชีพเป็น “ครู” สอนวิชาประวัติศาสตร์ ปรากฏในพระราชนิพนธ์ เรื่อง “10 ปีในรั้วแดงกำแพงเหลือง” พิมพ์ครั้งแรกใน “เสนาศึกษา” เมื่อเดือน ส.ค. 2533 ความบางตอน ดังนี้
“...ข้าพเจ้าได้อาศัยรั้วแดงกำแพงเหลืองมาได้ถึง 10 ปีแล้ว เริ่มต้นข้าพเจ้าได้รับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และกำลังเขียนวิทยานิพนธ์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้บรรยายวิชาอารยธรรมในโครงการการศึกษาทั่วไปของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่หยุดไปเพราะจะต้องพยายามเร่งทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ เกรงว่าจะไม่ทันเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้...
ต่อมา พล.ต.ยุทธศักดิ์ คล่องตรวจโรค ซึ่งเป็นราชองครักษ์ และเป็นคนที่คุ้นเคยกับข้าพเจ้า เข้าดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ก็มาชวนให้ข้าพเจ้าเข้าทำงานที่โรงเรียน จปร. เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นงานที่ข้าพเจ้าคงพอจะทำได้ ในขณะนั้นข้าพเจ้าเพิ่งจะสำเร็จการศึกษา มีความกระตือรือร้นที่จะทำอะไรที่สร้างสรรค์ทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งไปกว่านั้นข้าพเจ้ามีใจรักที่จะเป็นครู จึงตกลงใจรับราชการที่นี่...
ในส่วนตัวของข้าพเจ้านั้น เป็นความภาคภูมิใจที่ได้เริ่มทำงานนี้ นอกจากข้าพเจ้าจะเรียนวิชาประวัติศาสตร์ อันเป็นวิชาการที่ข้าพเจ้าได้อาศัยเป็น ‘วิชาชีพ’ อยู่ในปัจจุบันนี้ (คือได้เอาความรู้มาทำงานสอน) ยังได้เรียนวิชาการศึกษามาด้วย (นี่ก็เป็นวิชาชีพเหมือนกัน) การมองบทบาทของตนเองในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จึงเป็นไปในรูปของกระบวนการทางการศึกษา...” พระองค์จึงทรงเริ่มงานการเป็นทูลกระหม่อมอาจารย์นับแต่นั้นมา







