posttoday
หลักการสำคัญทางรัฐศาสตร์ (1)

หลักการสำคัญทางรัฐศาสตร์ (1)

29 พฤศจิกายน 2558

“การเมืองคืออารยธรรมสูงสุดของมนุษย์” สัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เขียนได้ลาพักผ่อนไป “ปล่อยเกาะ” ตัวเองที่รีสอร์ทเล็กๆ

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“การเมืองคืออารยธรรมสูงสุดของมนุษย์”

สัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เขียนได้ลาพักผ่อนไป “ปล่อยเกาะ” ตัวเองที่รีสอร์ทเล็กๆ บนเกาะพยาม จ.ระนอง เป็น 5 วัน 4 คืน เพื่อไปหา “มุมสงบ” สำหรับ “การสังเคราะห์ความคิด” (ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “ตกผลึก”) และ “หาคำตอบ” หรือ “จัดระเบียบความรู้” ในการเมืองไทยบางเรื่อง

หลายๆ คนคงจะเป็นอย่างผู้เขียน คือทุกวันก็เอาแต่เสพข่าวสาร อ่านหนังสือ หรือแสวงหาความรู้ในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะนักวิชาการที่จะต้องสอน อภิปราย และค้นคว้าวิจัยไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งก็เริ่มรู้สึกว่า “อิ่มล้น” อาจจะเป็นเพราะรู้มากไป หรือ “ยัด” ความรู้ให้กับตัวเองมากเกินไป จนสมองรับไม่ไหว กระบวนการคัดสรรข้อมูลเกิด “ช็อต” หรือเสียหาย ทำให้คิดอะไรไม่ออก จึงต้องหาเวลาที่จะ “นั่งนิ่งๆ” แล้วคัดแยก “ขยะความคิด” บางเรื่องออกไป พร้อมกับการจัด “ความคิดที่มีประโยชน์” หรือ “ขยะดีๆ” มาวางเรียงแล้วเชื่อมโยงให้เป็น “ประมวลสาระ” ใหม่ๆ

ที่สุดก็สำเร็จออกมาเป็นบทความชุดนี้

ท่านที่อ่านคอลัมน์นี้เป็นประจำคงจะจำความหมายของวิชารัฐศาสตร์ที่ผู้เขียนเคยนิยามแบบกระชับๆ ว่า “รัฐศาสตร์คือวิชาเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ว่าด้วยการจัดความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและกลุ่มต่างๆ ให้เป็นไปดั่งความมุ่งหวังของคนและกลุ่มดังกล่าว”

“หัวใจของวิชารัฐศาสตร์” จึงมี 2 ส่วน หนึ่งก็คือ “การจัดความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและกลุ่มต่างๆ” กับสองก็คือ “ความมุ่งหวังของคนและกลุ่ม” เป้าหมายก็คือการสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้คนและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของทุกกลุ่มที่เรียกว่า “สมดุลภาพ-ความพอดี” และ “เสถียรภาพ-ความยั่งยืน” ของระบบการเมืองนั่นเอง

“ความมุ่งหวัง” มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Expectation มักใช้ในความหมายที่กว้างขวางกว่าคำว่า “ความต้องการ” หรือ Want ที่เป็นเพียง “อยากได้ใคร่เป็น” ในสิ่งที่จับต้องมองเห็นได้ หรือ “รูปธรรม” หรือ “สิ่งหยาบๆ” ที่อยู่ภายนอก แต่ความมุ่งหวังเป็นความต้องการที่ “ละเอียดลึก” ลงไป เพราะรวมถึงอารมณ์และความใฝ่ฝันที่เป็น “นามธรรม” นั้นด้วย (บางทีก็บอกว่า ความมุ่งหวังนี้คือ Want+Wish คือความต้องการบวกกับความคิดฝันปรารถนา)

“ความยาก” ของการเมืองก็อยู่ที่การสนองตอบต่อ “ความมุ่งหวังของคนและกลุ่ม” นี่เอง ลำพังคนแต่ละคนก็มีความมุ่งหวัง “มากมายมหาศาล” อยู่ในตัวคนแต่ละคนนั้นอยู่แล้ว ยิ่งเอาความมุ่งหวังของทุกๆ คนมารวมกันก็จะยิ่ง “มากมายเหลือคณานับ” ที่ยากไปกว่านั้นก็คือ ความมุ่งหวังเรานี้ “ไม่คงที่” คืออาจจะเพิ่มหรือลด อาจจะมีขึ้นมาใหม่ หรือปรับแปรไปได้ตลอดเวลา อย่างที่บอกแล้วว่าขึ้นอยู่กับ “อารมณ์และความต้องการ” อันไม่สิ้นสุดของมนุษย์

นักรัฐศาสตร์ยุคแรกๆ ได้แก่ นักปราชญ์และผู้ปกครองในดินแดนต่างๆ เมื่อ 2,000-3,000 ปีที่แล้ว ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นว่า “คนมุ่งหวังอะไร” เพราะคิดแต่จะควบคุมคนหรือปกครองคนเพียงอย่างเดียว จึงคิดแต่ในเรื่อง “วิธีการปกครอง” หรือคิดแต่การจัดวางโครงสร้างทางการเมือง โดยมุ่งจัดความสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้ปกครอง” กับ “ผู้ใต้ปกครอง” เป็นสำคัญ โดยหวังว่าถ้า “จัดระเบียบทางการปกครอง” ได้เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง

ดังจะเห็นได้จากนักปรัชญาและนักปกครองในกลุ่มนี้ ที่สำคัญๆ ก็ได้แก่ กลุ่มนักปรัชญาชาวกรีซ (โสกราติส เพลโต และอริสโตเติล) เมื่อ 2,500 ปีก่อน กลุ่มนักปรัชญาและศาสนาชาวอินเดีย (ส่วนมากจะนิรนามหรือใช้นามแฝง ที่ปรากฏชื่อก็เช่น เกาฏิลยะ) ในยุคเดียวกัน และกลุ่มนักปรัชญาชาวจีน (ขงจื๊อ เล่าจื๊อ และฮั่นเฟจื๊อ) ในยุคใกล้ๆ กัน ทั้งหมดนี้มองว่าการเมืองเป็นเรื่องของ “ชนชั้นปกครอง” เป็นการทำหน้าที่ของบุคคลที่ได้รับมอบหมาย ไม่ใช่คนทั่วไป ดังนั้นบ้านเมืองจะดีหรือไม่ดีจึงขึ้นอยู่กับ “ผู้ปกครองที่ดีหรือไม่ดี” เพียงอย่างเดียว

หลักสำคัญในการปกครองบ้านเมืองก็คือ “คุณธรรมของผู้ปกครอง” นั่นเอง โดยที่ “คุณธรรม” มีความหมายถึง “สิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในตัวคน” แต่กระนั้นคุณธรรมทั้งหลายก็ขึ้นอยู่กับการกำหนดหรือ “ชี้นำ” ขึ้น โดยนักปราชญ์และผู้ปกครองแต่ละคนดังกล่าว ซึ่งก็จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบริบทหรือสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม เป็นต้นว่า กลุ่มกรีซจะเน้น “คุณธรรมในตัวผู้ปกครองแต่ละแบบ” กลุ่มอินเดียจะเน้นเรื่อง “คุณธรรมที่เป็นหน้าที่อันมิอาจหลีกเลี่ยง” ส่วนกลุ่มจีนจะเน้นเรื่อง “คุณธรรมอันเป็นพันธะผูกพันระหว่างกัน”

ผู้เขียนคงไม่ลงลึกไปในรายละเอียดของคุณธรรมแต่ละอย่างเหล่านั้น เพราะไม่ใช่การเขียนตำรารัฐศาสตร์ และที่สำคัญท่านผู้อ่านก็ไม่ได้เป็นลูกศิษย์โดยตรงของผู้เขียนหรือสนใจอยากจะเรียนรัฐศาสตร์อย่างจริงจัง เพียงแต่สนใจเรื่องของบ้านเมืองและอยากจะรู้ว่าวิชารัฐศาสตร์นี้ช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้อย่างไร เช่นเดียวกันที่ผู้เขียนเขียนบทความชุดนี้ ก็ไม่ใช่เพื่อแสดงภูมิความรู้หรือความเก่งกล้าทางวิชาการใดๆ เพียงแค่ต้องการมีส่วนร่วมในการ “สร้างสรรค์” แก่ประเทศชาติ แม้จะเป็น “ส่วนเล็กๆ” ก็ยังดี

สำหรับประเทศไทย “คุณธรรมของผู้ปกครอง” ของเราเท่าที่ประมวลรวมได้ มีอยู่ 3 สิ่งที่สำคัญ คือ หนึ่ง ต้องใจถึงพึ่งได้ สอง กล้าหาญเสียสละ และสาม มีธรรมะมากบารมี โดยอาศัยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เราถูกปกครองภายใต้ระบบอุปถัมภ์มาแต่โบราณ แม้ในทุกวันนี้คนไทยก็ยังชอบการอุปถัมภ์ค้ำชู มีเจ้านายคุ้มครอง กระนั้นก็มักเปลี่ยนได้เสมอหากพึ่งพิงไม่ได้ อีกอย่างหนึ่งคนไทยก็ชอบผู้นำที่กล้าหาญเด็ดขาด แต่ก็ต้องมีความเสียสละทุ่มเท ดังนั้น ทหารจึงมีความโดดเด่นในความเป็นนักปกครองแบบนี้ สุดท้ายถ้าผู้ปกครองคนใดไม่มีธรรมะก็จะมีอันเป็นไปได้โดยง่าย แม้จะใช้คุณธรรมอีกสองเรื่องนั้นมาช่วย ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ หมดสิ้นบารมีในที่สุด

ตอนนี้บ้านเมืองเราปกครองโดยทหาร หากจะประยุกต์ใช้คุณธรรม “แบบไทยๆ” นี้ ทหารก็มีข้อได้เปรียบมากมาย และเมื่อพิจารณาจากที่ คสช.ได้ดำเนินนโยบายต่างๆ มาก็ถือว่าเป็นไปตามหลักคุณธรรมทั้งสามนั้นพอสมควร ตั้งแต่การใช้นโยบาย “ประชานิยมอ่อนๆ” และพยายาม “ปฏิรูปอย่างช้าๆ” ก็เป็นไปตามหลัก “ใจถึงพึ่งได้” การมีมาตรา 44 และการพูดอันดุเดือดของหัวหน้า คสช.ก็เข้ากันได้กับ “กล้าหาญเสียสละ” สุดท้ายก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสหยอกเย้า ให้อภัย เป็นผู้ใหญ่ใจดี ก็น่าจะเรียกได้ว่า “มีธรรมะมากบารมี” ถือว่าสอบผ่านทั้งสามคุณธรรม

คุณธรรมที่แท้จริงต้องอยู่ในนิสัยสันดาน ไม่ใช่เสแสร้งแกล้งทำ!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท