posttoday
นปช.มันจบไปแล้ว ‘เมื่อแพ้ก็ต้องกลับบ้านไปซะ’

นปช.มันจบไปแล้ว ‘เมื่อแพ้ก็ต้องกลับบ้านไปซะ’

29 พฤศจิกายน 2558

ในฐานะหนึ่งในนักวิชาการที่เคยขึ้นเวทีคนเสื้อแดง พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า

โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ, สุภชาติ เล็บนาค

ในฐานะหนึ่งในนักวิชาการที่เคยขึ้นเวทีคนเสื้อแดง พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า ปัจจุบันเขาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ นปช.แล้ว ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และคิดว่าปัจจุบันการเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นเพียงแค่อดีต รวมถึงไม่น่าจะเป็นกำลังหลักเคลื่อนไหวล้มคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างที่หลายคนประเมินอีกต่อไป

“สำหรับผม ผมคิดว่า นปช. มันจบไปแล้ว ตลอดปีกว่าที่ผ่านมามันเป็นอดีตไปแล้ว กลายเป็นประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้ถือว่าน่าผิดหวังอะไร เพราะเมื่อเหตุการณ์ช่วงหนึ่งที่เขาพยายามสู้ แล้วเขาแพ้ เมื่อแพ้ก็จบ เสียไพ่ เสียกระดาน คุณก็ต้องกลับบ้านไปซะ” พิชิต ประเมินความเคลื่อนไหวของ นปช.

เขาบอกอีกว่า นปช.คงไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรอีกแล้ว ด้วยเหตุ 1.พรรคเพื่อไทยไม่เอาด้วย ไม่ร่วมเคลื่อนไหวแล้ว ซึ่งถ้า นปช.ไม่มีพรรคเพื่อไทย หรือ ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาหนุนก็จบ 2.เสื้อแดงจำนวนมากถอดใจกับแกนนำ นปช. เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีผลอะไร มีแต่เจ็บ ตาย แล้วก็เข้าคุก

และ 3.คนเสื้อแดงเหนื่อยล้ามากพอควรแล้ว มีแต่การตาย ติดคุก แถมติดปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาส่วนตัวก็มาก การเคลื่อนไหวร่วม 10 ปีที่ผ่านมา ก็หมดสภาพแล้ว สุดท้ายเสื้อแดงทำได้เพียงรอการเลือกตั้ง ถ้าจะมีก็ส่วนน้อยมากที่ยังเคลื่อนไหวเล็กๆ อยู่ ซึ่งเป็นระดับส่วนบุคคล แทบจะไม่มีผลอะไรในภาพรวมเลย

พิชิต เชื่อว่า นปช.ไม่ใช่ภัยที่ คสช.ต้องมาวิตกกังวล เพราะต่อให้ นปช.เรียกชุมนุมในวันนี้ คนจะมาไม่กี่คน เพราะคนเขาอาจจะเบื่อแกนนำ เหนื่อย ผิดหวัง ผลที่ออกมาทุกครั้งก็เหมือนเดิม ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาของพรรคเพื่อไทย และกลุ่มเคลื่อนไหวเอง เราอยู่ข้างนอกเราคงไม่รู้ตื้นลึกหนาบางมาก คงไปวิจารณ์ไม่ได้มาก แต่สุดท้ายเขาคงพลาดด้วย

สำหรับข้อสังเกตที่ว่ามีกลุ่มคนเสื้อแดงที่เบื่อการเคลื่อนไหว นปช. แล้วหันมาร่วมกับนักวิชาการและนักศึกษา พิชิต ระบุว่า ไม่เห็นจะมี เท่าที่เห็นก็พวกคุณลุงคุณป้า หน้าเดิมสัก 20-30 คน ที่จะมาเข้าฟังการเสวนาแต่ละครั้ง มิหนำซ้ำคนส่วนใหญ่ยังกระแนะกระแหนด้วย เช่น คำพูดที่ว่า “ไปอยู่ที่ไหนมา นี่ไงต้องโดนกับตัวเองใช่ไหมถึงจะรู้ สมน้ำหน้า” แต่เราก็ไม่ว่ากัน

นอกจากนี้ พิชิต ยังได้ประเมินอนาคตของรัฐบาล คสช.ด้วยว่า ถ้า คสช.ไปทำอะไรผิดพลาดที่ร้ายแรง หรือใช้มาตรการเข้มงวด มีปัญหาข่าวฉาวอยู่เรื่อยๆ ก็คงไม่ดีกับ คสช. เช่น จับอาจารย์เข้าคุกสัก 100 คน ก็คงเป็นเรื่องแน่ แต่ถ้าเขาสามารถที่จะประคองตัวให้ดีเชื่อว่า คสช.คงอยู่จนถึงปี 2560 ตามโรดแมปที่จะเลือกตั้ง เพราะทุกวันนี้ถามว่ามีใครไปต่อต้านเขาได้หรือเปล่า

พิชิต กล่าวอีกว่า การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น โดยเฉพาะมาตรา 44 เราไม่เห็นด้วยเลย เพราะขัดกับหลักกฎหมาย หลักนิติธรรม มันไม่เป็นตามหลักสากล ที่ให้อำนาจคนคนเดียว ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ มันผิดหลัก ดังนั้นกฎหมายหรือคำสั่งที่ออกมา โดยหลักวิชาเราก็ไม่เห็นด้วย แต่ก็เท่านั้น จะทำอะไรได้ เพราะเขามีอำนาจ ก็บังคับใช้ไป

ส่วนเรื่องของเสรีภาพการทำรัฐธรรมนูญ หรือเสรีภาพระหว่างการทำประชามติ พิชิต คาดการณ์ว่า คสช.คงไม่อยากให้มีการพูดคุย หรือเสวนาถกเถียงกันในที่สาธารณะ เพราะ คสช.กลัวว่าจะคุมสถานการณ์ไม่ได้ กังวลว่าประเด็นการถกเถียงจะเลยเถิด แล้วส่งผลกระทบ คสช. ซึ่งประเด็นนี้ คสช.เข้าใจผิด

เพราะการถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็คือ การชี้ให้เห็นถึงข้อดีข้อเสีย ดีหรือไม่ดีอย่างไร ควรรับหรือไม่ควรรับ ซึ่งคนจะตัดสินใจได้ต้องมีข้อมูลทั้งสองด้าน จะไปปล่อยให้มีโฆษณาสนับสนุนรัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนรับอย่างเดียวไม่ได้ แบบนั้นมันไม่ใช่ประชามติ ไม่อย่างนั้นก็ประกาศใช้เลย

“เชื่อผมเถอะ ถ้าถึงเวลาที่จะมีการทำประชามติ หรือเลือกตั้ง จะไม่เกิดความเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล เพราะตอนนั้นใครๆ เขาก็อยากให้มีเลือกตั้งแล้ว เขาจะไปวุ่นวายทำไม ทุกอย่างจะได้จบๆ คสช. รัฐบาลก็จะได้ไปด้วย เรื่องอะไรเขาจะก่อเรื่องให้พวกคุณอยู่ต่อ ดังนั้นไม่มีเหตุผลใดที่จะห้ามไม่ให้คนแสดงความคิดเห็นต่อต้าน คสช.” นักวิชาการ ระบุ

นอกจากนี้ ประเด็นทิศทางการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ถูกกล่าวหาว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องการจะลดอำนาจซีกฝั่งการเมือง หรือให้ร่างรัฐธรรมนูญออกมามีผลลบ โดยเฉพาะกับพรรคเพื่อไทย

พิชิต ระบุว่า เป็นเรื่องของนักการเมืองที่ต้องว่ากันไป นักการเมืองจะเดือดร้อนอะไรให้เขาโวยไป

“แต่ที่สำคัญการร่างรัฐธรรมคือต้องโฟกัสไปที่ประชาชนและสังคม ว่าจะได้อะไรจากรัฐธรรมนูญมากกว่า เราต้องการประชาธิปไตยที่มั่นคง ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ เป็นประชาธิปไตยที่เต็มรูปแบบตามตามหลักสากล เราขอแค่นี้”

พิชิต สำทับข้อมูลการร่างรัฐธรรมนูญต่อไปอีกว่า การร่างรัฐธรรมนูญที่ให้นักการเมืองถูกตรวจสอบมีอยู่แล้วเป็นปกติ แต่จะทำอย่างไรให้การตรวจสอบมีความสมดุล จะมากจะน้อยแค่ไหนจึงจะพอเหมาะพอดีให้รัฐบาลสามารถทำงานได้

ทั้งนี้ การควบคุมนักการเมืองก็ต้องให้เขาทำงานให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติได้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีกระบวนการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นให้มีประสิทธิผล แต่ถ้าตรวจสอบมากไปจนรัฐบาลทำงานไม่ได้ ส่งผลให้ 3 เดือนต้องยุบรัฐบาลครั้งหนึ่ง แบบนี้เราต้องมานั่งคุยกันว่ามันจะคุ้มไหม ต้องอย่าลืมว่าในต่างประเทศเคยมีตัวอย่างมาแล้วที่ตรวจสอบรัฐบาลเยอะจนรัฐบาลล้มแล้วเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุก 3 เดือน นั่นคือที่ประเทศฝรั่งเศส หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังนั้นการตรวจสอบและการทำงานต้องสร้างความสมดุล

ขณะที่ภาพรวมของการร่างรัฐธรรมนูญชุดของ มีชัย ฤชุพันธุ์ นั้น เขาให้ความเห็นว่า ส่วนตัวคิดว่ายังไม่ค่อยเป็นบวกเท่าไร รายละเอียดยังขาดเยอะ แต่เท่าที่ฟังจากคนที่อยู่ใน กรธ. คือ พบว่ามีแนวโน้มที่จะกลับไปอย่างที่ผ่านมา คือพยายามที่จะให้มีการตรวจสอบ ลงโทษนักการเมืองเยอะมาก จนอาจกลายเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ แต่เวลานี้อาจจะยังไม่ชัดมาก ต้องรอให้สะเด็ดน้ำก่อน และคณาจารย์ที่ออกมาเคลื่อนไหวก็ไม่ได้คุยเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเลย เราหารือกันแค่เพียงเรื่องสิทธิเสรีภาพในหลักสูตรการเรียนการสอนเท่านั้น

นอกจากนี้ พิชิต ได้กล่าวย้ำถึงบทบาทการเคลื่อนไหวของนักศึกษาว่า เป็นเพียงกิจกรรมเคลื่อนไหวที่เป็นสัญลักษณ์ เป็นเครื่องเตือนต่อสังคมเบาๆ ให้ทราบว่ายังมีคนที่มีความเห็นต่างอยู่ ปัจจุบันการเคลื่อนไหวของนักศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่แอ็กทีฟอะไรมาก ยังคงห่วงเรียนกันอยู่ ซึ่งต่างกับในอดีต

“อย่าไปเทียบเลยคนละเรื่อง สมัยก่อนคนรุ่นผมแก่แดดกว่าเยอะ อายุแค่ 18-19 ปี คิดจะเปลี่ยนประเทศไทย มีแรงผลักดันเยอะ เพราะด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น การอยู่กับเผด็จการมา 16 ปี แต่นี่เราอยู่กับ คสช.มาเพียงแค่ปีกว่า ยังอึดอัดกันขนาดนี้ จะตายกัน แรงดันมันต่างกันเยอะ”

“ก็ไม่แน่ ถ้า คสช.อยู่นานมาก 5-6 ปี ก็มีโอกาสที่จะเจอสภาวะแรงดันแบบนั้นได้ แต่คิดว่า คสช.ถ้ารู้จักสรุปบทเรียนในอดีตก็น่าจะรู้ตัว และคงไม่ใช้เวลาอยู่นาน ผมหวังว่าอย่างนั้น ถ้า คสช.ไม่สะดุดตัวเองแล้วผิดพลาดไปเสียก่อน” นักวิชาการ กล่าวเตือนสติ คสช.ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท