
เสียงจากนักวิชาการถึง คสช. 'หากให้คิดเหมือนกัน ก็คงโง่กันหมด'
เป็น เรื่องใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ หลังตำรวจ สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ ออกหมายเรียกคณาจารย์ ที่แถลงข่าวเรื่อง “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร”
โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ / สุภชาติ เล็บนาค
เป็น เรื่องใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ หลังตำรวจ สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ ออกหมายเรียกคณาจารย์ ที่แถลงข่าวเรื่อง “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร” พร้อมตั้งข้อหาขัดคำสั่ง คสช. “ร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป”
คณาจารย์ทั้งหมดที่โดนข้อหามาจากทั่วประเทศตั้งแต่ ศ.อรรถจักร์สัตยานุรักษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จรูญ หยูทอง นักวิชาการสถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และ มานะ นาคำ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ผลกระทบที่ตามมา ทำให้นักวิชาการทั่วประเทศรวมตัวกันกว่า 289 คน และยังสมทบมาด้วยนักวิชาการจากต่างประเทศอีกกว่า 64 คน รวมเป็นทั้งหมด 353 คน เพื่อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ 1.หยุดข่มขู่คุกคามคณาจารย์ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยบริสุทธิ์ใจ 2.หยุดสั่งห้ามและคุกคามนักศึกษารวมทั้งประชาชนที่จัดกิจกรรมทางการเมือง และ 3.หยุดแทรกแซงการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยให้มีแนวทางหรือเนื้อหาวิชาที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ต้องการ
ตัวอย่างรายชื่อที่ร่วมกันลงนามอาทิ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดชรัตสุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงอาจารย์จากมหาวิทยาลัยน้อย-ใหญ่ทั่วประเทศ
ทว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังยืนยันคำเดิม ให้นักวิชาการทำตามกติกาของ คสช. หยุดพูดในเรื่องที่ห้ามพูด และให้ระวังกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่อาจยิงปืน หรือปาระเบิดใส่
ในฐานะ 1 ในนักวิชาการที่ร่วมลงชื่อ โพสต์ทูเดย์ สัมภาษณ์ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ รองศาสตราจารย์ ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจข้อเรียกร้อง-จุดยืน ของคณาจารย์ ในวันที่ถูกมองกลายเป็นศัตรูกับผู้นำประเทศไปแล้ว
“อารมณ์ในหมู่คณาจารย์ เราคิดว่าเป็นเรื่องเสรีภาพในการจัดเสวนา การสอนหนังสือ ซึ่งเขาก็ทำมาตลอดทุกรัฐบาล ไม่มีใครรู้สึกว่าต้องไล่ คสช.ออกไป หรือต้องเลือกตั้งเร็วๆ เพราะฉะนั้น จุดยืนของทุกคนไม่เกี่ยวอะไรกับการเรียกร้องทางการเมือง หรือสอนให้เด็กไปทำอะไรเลย” พิชิตตอบคำถามเรื่องจุดยืน
พิชิต เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะได้ข้อมูลมาผิดๆ เรื่องการปลุกปั่น-ชี้นำ นักศึกษา เพราะสิ่งที่อาจารย์ทำในรั้วมหาวิทยาลัย หรือจัดเวทีเสวนาตามที่ต่างๆ นั้น มีคนฟังเพียงหลักร้อย และฟังเสร็จต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านมากกว่าที่จะไปเคลื่อนไหวอะไรต่อ
“ชาวบ้านที่เข้ามาฟัง เขาก็อยากมีความรู้ใหม่ๆ ทั้งหมดนี้ อยากให้เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องวิชาการ ที่ทำกันในมหาวิทยาลัย ไม่ได้เป็นอันตรายกับ คสช. เด็กมีไม่กี่สิบคน อาจารย์ไม่กี่ร้อยคน จะไปทำอะไรได้ จะไปล้ม คสช.เหรอ ไม่มีทาง” พิชิต ระบุ
เขายังยืนยันอีกว่า ก่อนที่จะจัดเสวนาวิชาการจะต้องมีการขออนุญาตไปยังหน่วยทหารในพื้นที่ทุกครั้งว่าจะใช้หัวข้อใด โดยทหารก็จะตีกรอบมาว่าเรื่องในอดีต สามารถพูดคุยได้หมด ยกตัวอย่างเช่น สัปดาห์ที่ผ่านมามีการจัดเสวนาเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น ยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทหารมาขอดูข้อมูลว่าเป็นเรื่องจอมพลสฤษดิ์ ก็ไม่ได้มีการห้ามปรามอะไร
“ทหารระดับเจ้าหน้าที่เขาให้เกียรติเรา พูดจาสุภาพ ไม่มีข่มขู่ ดุดัน หรือหยาบคาย เขาก็บอกกรอบเราว่าพูดเรื่องการเมืองยังไงก็ได้ แต่อย่ากระทบกับรัฐบาล หรือคนในรัฐบาลในทางลบตรงๆ เช่น เรื่องอุทยานราชภักดิ์ เพราะมันอาจจะระคายเขา” พิชิต เล่าให้ฟัง
ขณะที่การเรียนการสอนในห้องเรียนนั้น พิชิต บอกว่า ไม่ได้มีการวิจารณ์รัฐบาล หรือปลุกปั่นนักศึกษา อย่างที่หัวหน้า คสช.ได้รับข้อมูล ที่อาจจะกระทบบ้างคือการยกตัวอย่าง ประกอบบทเรียน ซึ่งอาจไปกระทบใครบางคนได้ อย่างไรก็แล้วแต่ทั้งหมดนี้ เป็นการสอนในคลาส เป็นห้องเรียนปิด นักเรียนเรียนจบ ก็เอาไปสอบเท่านั้น
ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำว่า อยากให้อาจารย์มหาวิทยาลัยสอนสิทธิ หน้าที่พลเมืองมากกว่าจะสอนให้เลือกตั้งอย่างเดียว พิชิต บอกว่า ไม่มีอาจารย์คนไหนที่จะไปสอนให้นักเรียนทำผิดกฎหมาย มิเช่นนั้นก็ถือว่าทำผิดวินัยอาจารย์ ผิดกฎมหาวิทยาลัย
ถามว่าอาจารย์สนใจหรือไม่กับคำท้วงติงของ คสช. พิชิต ตอบทันทีว่า ไม่มีใครสนใจ เพราะทุกคนถือว่าทำตามหน้าที่อยู่แล้ว ที่ไม่สบายใจก็คือการที่ คสช.พูดถึงการเรียนในมหาวิทยาลัยในทางลบ โดยที่ไม่เข้าใจองค์ประกอบอะไรเลย
ย้ำวิพากษ์ทุกรัฐบาล
หนึ่งในเสียงที่หัวหน้า คสช. และกองเชียร์ย้ำเสมอก็คือการถามกลับไปยังนักวิชาการ มช. ที่โดนออกหมายจับ รวมถึงคณาจารย์อีกกว่า 300 คน ว่า “รัฐบาลก่อนไปอยู่ที่ไหนมา ทำไมไม่ออกมาบ้าง”
ตัวแทน 345 อาจารย์ ยืนยันแทนคณาจารย์กลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ว่าที่ผ่านมากลุ่มนี้วิพากษ์ทุกรัฐบาล โดยเฉพาะในยุคที่ ทักษิณ ชินวัตร เรืองอำนาจนั้น มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน คือกลุ่มที่ออกมาอัดแรงที่สุด และก่อนคนอื่นด้วยซ้ำ
“ลูกน้องท่านคงรายงานข้อมูลผิดๆ ผมขอให้ท่านเอาชื่อไปเสิร์ชกูเกิลดูก็ได้ว่า คนพวกนี้เขาเคลื่อนไหวมาตั้งแต่รัฐบาลชวน รัฐบาล พล.อ.ชวลิต รัฐบาลทักษิณ หรือรัฐบาลอภิสิทธิ์ อาจารย์อรรถจักร์ สู้มาตั้งแต่หนุ่มยันแก่ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเขาตั้งใจโจมตี คสช.นั้นไม่ถูกเลย” อาจารย์ มธ. กล่าว
นอกจากนี้ พิชิต ยังยืนยันว่า กลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนยังต่อสู้กับชาวบ้านที่ถูกละเมิดสิทธิมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเรื่องการก่อสร้างเขื่อน การก่อสร้างโรงไฟฟ้า การทำเหมืองแร่ หรือการที่อำนาจรัฐเข้ามารังแกชาวบ้าน เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่การเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการเลือกตั้ง หรือการต่อต้านเผด็จการอย่างที่ คสช.เข้าใจ
เช่นเดียวกับรายชื่อ 300 อาจารย์ที่ร่วมกันร่างนั้น หลายคนก็มีประวัติวิพากษ์รัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ รวมถึงต่อสู้ร่วมกับชาวบ้าน ทุกรัฐบาลเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงสามารถการันตีได้ว่าไม่มีใครคิดอคติกับ คสช.อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับรายงาน
อย่างไรก็ตาม พิชิต บอกว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลไหนสนใจนักวิชาการ หรือห้ามพูดโต้แย้งนโยบายรัฐ มีแต่รัฐบาล คสช.ที่รู้สึก “หวั่นไหว” เป็นพิเศษ ซึ่งหากการแสดงความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นความผิดที่ต้องติดคุกติดตะราง ประเทศนี้ก็ผิดปกติมาก
“ตอนแถลงการณ์ 6 คน ไม่มีคนรู้ด้วยซ้ำ ตัวผมเองยังไม่ได้อ่านแถลงการณ์เลยนะ ดูแต่ชื่อเขา แต่พอมีการไปออกหมายเรียก-ตั้งข้อหา และไปจับเขา จากคนอ่านแค่พันคน ก็อ่านเป็นแสนคน กลายเป็นว่า คสช.ไปกระตุ้นให้อาจารย์พวกนี้ดังขึ้นด้วยซ้ำ”
พิชิต บอกว่า อยากให้หัวหน้า คสช.ไปอ่านแถลงการณ์ “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร” อย่างละเอียดก็จะพบว่า เนื้อหาเพียงแค่ย้ำเตือน คสช.ว่า จะเที่ยวให้มหาวิทยาลัยสอนเรื่องนู้นเรื่องนี้ อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะมหาวิทยาลัยจะต้องเป็นดินแดนที่มีเสรีภาพทางวิชาการ
“หากจะบังคับให้คิดแบบเดียวกันอย่างที่ คสช.ต้องการ ก็โง่กันหมด ซึ่งที่ต้องถามกลับไปที่ คสช.ก็คือว่า คิดอย่างนี้มีโทษมั่วสุมทางการเมืองถึงขนาดต้องติดคุกเชียวหรือ”
“ยืนยันว่า ทั้ง 300 กว่าคน ไม่ได้มีอคติจะต้องต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ กับรัฐบาลที่ผ่านมา เราก็มีประเด็น แต่กับ คสช.อาจมีเยอะหน่อย เพราะท่านห้ามแสดงความเห็น ห้ามพูด ห้ามเขียน ห้ามนักศึกษาทำกิจกรรม ซึ่งกระทบกับเสรีภาพทางวิชาการ แต่ถ้าเรื่องพัฒนาเศรษฐกิจก็ไม่ได้มีประเด็นอะไรต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมา” พิชิต ย้ำ
แล้วอะไรทำให้ คสช.ยังต้องห้ามปรามคนคิดต่าง พิชิต บอกว่า คสช.อาจคิดว่าการแสดงความเห็นต่างนั้น ทำให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับ คสช.ออกมา และทำให้อำนาจของ คสช.มั่นคงน้อยลง ซึ่งก็เป็นความคิดที่ผิดมหันต์
“การที่คุณกดมากๆ ห้ามมากๆ ไม่ให้แสดงออกเลย ความอึดอัดมันก็เยอะ เหมือนกาน้ำ ถ้าคุณปิดไว้ไม่ให้มีรูออกเลย มันก็มีปัญหา แต่ถ้าคุณให้แสดงออกแบบมีขอบเขต แสดงความเห็นโดยบริสุทธิ์ใจ คุณก็ต้องปล่อยเขาไป เว้นแต่ว่าจะมีเรื่องเงินทองเข้ามาเกี่ยว มีอาวุธ หรือทำอะไรผิดกฎหมาย คุณก็ไปแจ้งความเอาผิดสิ สังคมไม่ยอมรับอยู่แล้ว” พิชิต บอก
“ผมอยากจะบอกกับ คสช.ว่า มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหารจริงๆ อาจารย์สั่งนักศึกษายังไม่ได้เลย เนื้อหาวิชาการก็ว่ากันไป นักศึกษาสงสัยในคลาสก็ยังแย้งได้ แต่นอกห้องเรียน อาจารย์สั่งนักศึกษาให้กล้อนผมไม่ได้ ในมหาวิทยาลัยเขาอยู่กันแบบเข้าใจกันแบบนี้ ถ้าท่านไม่เข้าใจเป็นอย่างไร ก็ขอให้ไปถามลูกหลานท่านว่าเป็นอย่างไร”
พิชิต บอกอีกว่า แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ก็ไม่เหมือนกับระบบราชการปกติ แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหาร หรือระบบราชการ ที่ผู้บังคับบัญชาสั่งเด็ดขาดกับลูกน้องได้ก็ไม่ใช่ แล้วอะไรที่เป็นความเห็นส่วนตัว เช่น ความเห็นทางการเมือง ผู้บริหารก็จะไม่ยุ่งเด็ดขาดเหมือนกับที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“ถ้าไปถามอาจารย์ในคณะ หลายคนก็ไม่เห็นด้วยหรอก อาจารย์ที่เชียร์ คสช.เยอะๆ ก็มี แต่ส่วนใหญ่เขาก็สอนไปตามเรื่องตามราว อาจารย์ที่แสดงออกว่าชอบ หรือไม่ชอบ นั่นส่วนน้อย ก็อย่าไปยุ่งกับเขา แต่ขอให้มีความเข้าใจว่ามันต่างจากค่ายทหาร การเรียนการสอนก็ต่างจากโรงเรียน จปร.” อาจารย์ มธ. ระบุ
คสช.ต้องลดความพารานอยด์
อีกหนึ่งคำพูดของหัวหน้า คสช. ก็คือการตอกย้ำว่ามีขบวนการเคลื่อนไหวล้ม คสช.อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พิชิต ย้ำอีกครั้งว่าไม่จริงแม้แต่น้อย เพราะผู้บริหารธรรมศาสตร์ก็อยู่กับ คสช.สุดตัว ส่วนอาจารย์ก็ไม่เคยเข้าไปอยู่ในที่ชุมนุมล้ม คสช. มีแต่อยู่ในห้องเรียน หรืองานเสวนา เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุอะไรให้ต้องระแวงธรรมศาสตร์
เขายังแนะนำให้ คสช.ต้องลดความ “พารานอยด์” ลงอีกหน่อย เพื่อเปิดช่องให้คนแสดงความเห็นได้บ้าง ส่วนในมหาวิทยาลัยก็ต้องปล่อยนักศึกษาให้มีโอกาสแสดงออกและทำกิจกรรมนอกห้องเรียน โดยอย่าไปคิดว่าการทำกิจกรรม หรือการเคลื่อนไหวจะเป็นไปเพื่อล้ม คสช.เพียงอย่างเดียว
“ต้องเข้าใจว่าสังคมมันมีความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ คนเรามันต้องคิดต่างได้ แสดงความเห็นได้ พูดกันก็จบ ไม่ใช่ทะเลาะกัน การที่อ้างว่าเห็นต่างกันแล้วจะทะเลาะกัน อันนี้ผมคิดว่าเขาไม่เข้าใจสังคมไทย เพราะสังคมไทยเราก็คิดต่างกันมาตลอด”
“ที่บอกว่าอาจารย์แสดงความเห็นแล้วจะมีคนมาปาระเบิด ยิง ผมก็เข้าใจว่าหมายถึงประชาชนที่ไม่เห็นด้วย อันนี้ก็เข้าใจผิดอีก เพราะอาจารย์ก็เคลื่อนไหวในห้องประชุม เสวนา แล้วประชาชนที่ไหนจะเอาระเบิดมาปาใส่ เราไม่ได้ไปด่าใครข้างนอก มันไม่มีอยู่แล้ว ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยจะมาปาระเบิดใส่เราเพื่ออะไร”
ทั้งนี้ พิชิต บอกว่า ในหมู่อาจารย์ยังไม่ได้มีการคุยกันว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป แต่หากมีท่าทีเป็นลบจาก คสช.ออกมาต่อเนื่อง ก็คงจะออกแถลงการณ์ต่อเนื่อง และคงจะมีการเสวนาวิชาการ เพื่อเรียกร้องสิทธิและเรียกร้องให้หยุดการคุกคามโดย คสช.ต่อไป







