
จีนหรือญี่ปุ่น
เห็นสื่อฝรั่งเหน็บไทยที่ออกจะเลือกข้างจีน ในวันเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีนำคณะไปโรดโชว์ขายของที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีขึ้นหมาดๆ หลังจากที่จีนเพิ่งแซงญี่ปุ่นขึ้นเป็นนักลงทุนใหญ่สุดเบอร์ 1 ของไทยในปีนี้ไปแล้ว ก็ทำให้นึกถึงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เพิ่งผ่านมาค่ะ
เห็นสื่อฝรั่งเหน็บไทยที่ออกจะเลือกข้างจีน ในวันเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีนำคณะไปโรดโชว์ขายของที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีขึ้นหมาดๆ หลังจากที่จีนเพิ่งแซงญี่ปุ่นขึ้นเป็นนักลงทุนใหญ่สุดเบอร์ 1 ของไทยในปีนี้ไปแล้ว ก็ทำให้นึกถึงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เพิ่งผ่านมาค่ะ
เวทีอาเซียนทั้งในรอบและนอกรอบ นอกจากจะคุกรุ่นไปด้วยเรื่องทะเลจีนใต้แล้ว ก็ยังเต็มไปด้วยบรรยากาศการแข่งขันของ 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชียอย่างชัดเจน โดยเฉพาะปีนี้ที่ญี่ปุ่นยอมทุ่มไม่อั้น ช่วยเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย
ที่จริงแล้ว ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นก็เป็นทั้งนักลงทุนรายใหญ่และเจ้าบุญทุ่มในอาเซียนมาตลอด อย่างเมื่อปลายปี 2013 ก็รับปากให้งบช่วยเหลืออาเซียน 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยลดช่องว่างของการพัฒนา และช่วยรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงที่มีการประชุมสุดยอดผู้นำ 6 ประเทศ และการประชุมที่เพิ่งผ่านมาในปีนี้ก็รับปากจะให้งบช่วยเหลือ 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
แต่จีนเองก็มาแรงมากในช่วงหลัง ผ่านการช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบนการสนับสนุนของธนาคารเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย (เอไอไอบี) และเพิ่งประกาศจะใช้งบกว่า 1 ล้านล้านหยวน ไปลงทุนในต่างประเทศภายในช่วง5 ปีข้างหน้า
ล่าสุด จีนยังเพิ่งคว้าพุงปลาอินโดนีเซียมากิน ในโครงการรถไฟความเร็วสูงมูลค่ากว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งที่ญี่ปุ่นเข้าไปเสนอก่อนเป็นรายแรก โดยแบงก์ของจีนเสนอเงินกู้ 75% ดอกเบี้ย 2% ทำเอาผู้นำญี่ปุ่นต้องกล่าวตัดพ้อผู้นำอิเหนาระหว่างประชุมนอกรอบทวิภาคี
ในเวทีอาเซียนซัมมิทที่ผ่านมา จึงมีการแข่งเสนอความช่วยเหลือกันมหาศาล โดยจีนเสนอการเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานกับปักกิ่ง วงเงิน 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และเสนอเงินกู้ช่วยลาว เมียนมา เวียดนาม และกัมพูชา อีก 564 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ญี่ปุ่นเสนอช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 1.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในเวลา 5 ปี พร้อมลดกระบวนการขั้นตอนเพื่ออำนวยความสะดวกให้เร็วและราบรื่นขึ้นด้วย
นี่ไม่ใช่แค่การแข่งกันเอาหน้าเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาค แต่ต้องชิงจังหวะเป็นผู้นำการเชื่อมต่ออาเซียน เพื่อเสริมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและการเมืองของตนเองให้ได้ ทั้งแผน วัน เบลท์วัน โรด ในเส้นทางสายไหมยุคใหม่ของจีน และแผนระเบียงเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขงของญี่ปุ่น
ประเทศเล็กอย่างเราก็ต้องทบทวนให้ดีละค่ะ ว่าจะวางบทบาทรักษาสมดุลให้ได้ทั้งสองข้างอย่างไร







