
รัฐโหมลงทุนผิดทิศ ฉุดฐานะคลังทรุด
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
แม้ว่าการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานโดยรัฐบาลจะมีความจำเป็นทั้งต่อการการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคต และการสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคเอกชนในการลงทุนต่อเนื่อง
แต่การคัดเลือกการลงทุนที่จำเป็นเร่งด่วนต่อการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ลดต้นทุนให้กับภาคเอกชน ส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับประเทศ ก็เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ ท่ามกลางปัญหาการจัดเก็บรายได้ของรัฐที่ลดลงจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว และการปรับโครงสร้างการลงทุนภาคเอกชนด้วยการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
ทั้งนี้ เมื่อดูการจัดเก็บรายได้ภาครัฐในปีงบประมาณ 2559 ถือว่าเปิดตัวได้ไม่ดีนัก โดยเดือน ต.ค. 2558 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 1,212 ล้านบาท หรือ 0.7% โดยจัดเก็บได้ 165,304 ล้านบาท
และเมื่อลงลึกไปถึงการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมภาษีหลัก คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร ปรากฏว่าเก็บภาษีรวมต่ำกว่าเป้าถึง 5,177 ล้านบาท หรือ 3.2%
ที่น่าสังเกตคือ กรมสรรพากรซึ่งเป็นกรมจัดเก็บรายได้หลักนั้น เดือน ต.ค.เก็บรายได้รวม 110,846 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 2,761 ล้านบาท หรือ 2.4% และยังจัดเก็บได้ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 0.9% โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) กลับมาจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 2,131 ล้านบาท หรือ 3.6% และยังต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีก่อนถึง 5.5%
สาเหตุที่การจัดเก็บภาษีแวตต่ำกว่าเป้า มาจากทั้งการจัดเก็บภาษีแวตจากการนำเข้าต่ำกว่าเป้า 1,063 ล้านบาท หรือ 4.5% และภาษีแวตที่เก็บจากการบริโภคในประเทศ เคยกระเตื้องขึ้นในช่วงกลางปีที่ผ่านมา กลับจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 1,068 ล้านบาท หรือ 3% สะท้อนว่ากำลังซื้อของประชาชนเริ่มอ่อนแอลงอีกครั้งหรือไม่ หลังจากที่เคยดีขึ้นในช่วงกลางปีที่ผ่านมา
และน่าจับตาว่าภาษีแวตทั้งจากการนำเข้าและการบริโภคจะยังต่ำกว่าเป้าต่อเนื่องไปถึงสิ้นปีงบประมาณหรือไม่ ท่ามกลางตัวเลขการนำเข้าที่ยังติดลบต่อเนื่อง และปัญหาภัยแล้งที่จะคุกคามกำลังซื้อของกลุ่มเกษตรกร เนื่องจากรายได้ที่ลดลงจากผลผลิตตกต่ำ
นอกจากภาษีแวตแล้ว รายได้หลักของประเทศอีกตัว คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคลเดือน ต.ค.ก็จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 1,271 ล้านบาท หรือ 4.8% สาเหตุจากภาษีหัก ณ ที่จ่ายภาคเอกชนจัดเก็บได้ต่ำกว่าที่คาด
ขณะที่ยังต้องติดตามการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในเดือน เม.ย. 2559 ที่จะจัดเก็บจากตัวเลขผลประกอบการของบริษัทเอกชนประจำปี 2558 ซึ่งแนวโน้มรายได้ไม่น่าจะดีนัก เมื่อดูจากข้อมูลที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส รวบรวมผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์จนถึงวันที่ 17 พ.ย. 2558 พบว่ามีกำไรเพียง 2.52 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 3 ขณะที่ 6 เดือนแรกของปีนี้มีกำไรถึงไตรมาสละ 2.2 แสนล้านบาท หรือหายไปถึง 90% ต่อไตรมาส โดย บล.เอเซีย พลัส ปรับลดคาดการณ์กำไร บจ.ลงอีก 15.7%
ปัญหาการจัดเก็บรายได้ที่ตกต่ำลงดังกล่าว ทำให้การจัดลำดับความสำคัญเพื่อคัดเลือกโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และสร้างการแข่งขันระยะยาวของประเทศเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถใช้เงินงบประมาณที่มีไม่มากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เร่งรัดโครงการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน มาตลอด ทั้งที่เป็นโครงการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ว่าประเทศไทยแทบจะไม่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้ ทั้งที่ต้องกู้เงินเพื่อลงทุนสูงถึง 5 แสนล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยที่สูง 2-2.5% และยังมีปัญหาตามมา เพราะโครงการนี้ใช้รางขนาดกว้าง 1.435 เมตร ที่ไม่สามารถเชื่อมต่อกับรางรถไฟของไทยทั้งประเทศที่กว้าง 1 เมตรได้
ขณะที่เงินกู้มหาศาล 5 แสนล้านบาทนั้น หากนำมาเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ของไทย จะพบว่า สามารถดำเนินได้หลายโครงการเริ่มตั้งแต่โครงการรถไฟทางคู่ระยะทางรวม 2,203 กิโลเมตร (กม.) มูลค่าลงทุนเพียง 2.27 แสนล้านบาทเท่านั้น รอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอยู่ ซึ่งนอกจากจะใช้เงินลงทุนต่ำกว่าเท่าตัวแล้ว ยังเป็นโครงการที่เดินหน้าได้ทันที เพราะมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ในเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย ซึ่งเป็นเส้นทางที่จีนต้องการก่อสร้างรถไฟในโครงการรถไฟไทย-จีน สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ก็ได้ศึกษาแผนการก่อสร้างรถไฟทางคู่ไว้แล้ว เริ่มต้นที่สถานีรถไฟนครราชสีมา ผ่านขอนแก่น อุดรธานี สิ้นสุดบริเวณสถานีรถไฟหนองคายเช่นเดียวกัน
นอกจากรถไฟทางคู่ ซึ่งจะทำให้การขนส่งสินค้าและผู้โดยสารเร็วขึ้น ด้วยงบประมาณที่ต่ำกว่ายังมีโครงการท่าเรือชายฝั่ง หรือ SRTO ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าทางรถไฟ 2 ล้านทีอียู/ปี มูลค่าการลงทุน 2,944.93 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 18 เดือน
ซึ่งหาก พล.อ.ประยุทธ์ เร่งรัดการเปิดประมูลก่อสร้าง 2 โครงการนี้ให้เร็ว ก็จะทำให้ต้นทุนด้านขนส่งสินค้าของไทยลดลงทันที ประเทศไทยได้ประโยชน์อย่างเต็มที่
นอกจากรถไฟทางคู่แล้ว โครงการที่ควรถูกจัดอันดับการลงทุนไว้ในระดับต้นๆ คือ การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 ด้วยงบประมาณ 6 หมื่นล้านบาทเศษ เพื่อรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ช่วยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวได้ ขณะที่โครงการผ่านการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมแล้วด้วย
นี่เฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางรางและการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ รวมแล้วยังใช้งบลงทุนไม่ถึง 5 แสนล้านบาท และเมื่อโครงการเสร็จสิ้น ไทยก็จะมีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านสินค้าส่งออก และการแก้ปัญหาคอขวดในการรับนักท่องเที่ยวได้ สร้างรายได้ให้กับทั้งภาครัฐและเอกชน
แต่หากโครงการเหล่านี้ล่าช้า และรัฐบาลยังใช้เงินกู้มหาศาลไปกับโครงการลงทุนที่ไม่มีผลประโยชน์โดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย และยังสร้างภาระการชำระหนี้และดอกเบี้ยในอัตราสูงทิ้งไว้ นอกจากจะกระทบต่อความสามารถในการทำธุรกิจของภาคเอกชนแล้ว ก็จะยิ่งทำให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐและฐานะการคลังมีปัญหามากขึ้นอีกด้วย







