posttoday
ประมูลมาราธอน

ประมูลมาราธอน

26 พฤศจิกายน 2558

โดย...อรุณ จิรชวาลา

โดย...อรุณ จิรชวาลา

เดิมผมตั้งใจจะเขียนเรื่องการประมูล 4จี ของ กสทช. เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บังเอิญเกิดเรื่องก่อการร้ายในฝรั่งเศส จึงต้องหันไปพูดเรื่องที่เป็นข่าวใหญ่ระดับโลกเสียก่อน

มาถึงวันนี้สังคมไทยเกือบจะเรียกได้ว่าเลิกสนใจเรื่องการประมูล 4จี แล้ว ทั้งๆ ที่มีมิติใหม่ๆ เกิดขึ้น กล่าวคือ เป็นการประมูลแบบมาราธอน มีทั้งหมด 86 รอบ ใช้เวลาทั้งหมด 32 ชั่วโมง และทำให้มีรายได้จากค่าสัมปทานเข้ารัฐกว่า 8 หมื่นล้านบาท

ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเท้าความย้อนกลับไปในอดีตว่า การประมูลของ กสทช.ก่อนหน้านั้นไม่เคยมีอะไรให้ตื่นเต้น ทุกครั้งจะมีภาพลักษณ์ของการฮั้วกัน เพราะผู้เข้าร่วมประมูลมีเพียง 3 ราย ซึ่งต่างเป็นผู้ประกอบการเดิมอยู่แล้ว ราคาที่ประมูลได้แต่ละครั้งก็ไม่ต่างจากราคากลางหรือราคาตั้งต้นมากนัก

กล่าวกันว่า การฮั้วกันในธุรกิจโทรศัพท์มือถือมีมานานนับสิบปีแล้ว ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่รายหนึ่งเข้าไปมีบทบาทสำคัญในรัฐบาล และได้ยื่นคำขาดกับผู้ประกอบการรายอื่นไม่ให้ตัดราคากัน ทำให้แต่ละบริษัทมีกำไรมากขึ้นทันตาเห็น และสะท้อนออกมาในราคาหุ้นที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่อีกด้านหนึ่งธุรกิจนี้ของไทยได้กลายเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาด และล้าหลังประเทศอื่น

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีกลุ่มธุรกิจอีกกลุ่มหนึ่งประกาศตัวขอเข้ามาเป็นผู้ประกอบการรายที่ 4 และสามารถรวบรวมทุนได้มากพอที่จะมาประมูลแข่ง ทำให้การประมูลมีสีสันและมีรสชาติเกินความคาดหมาย

มีประเด็นน่าสนใจที่ผมอยากจะพูดถึงเกี่ยวกับการประมูลครั้งนี้ ดังนี้

หนึ่ง อาจถือเป็นครั้งแรกที่การประมูลไม่มีการแบ่งเค้กกันล่วงหน้า หรือนัยหนึ่งฮั้วกันไม่ติด ซึ่งก็ต้องขอชมเชย กสทช.ที่ทำให้เกิดภาพของการประมูลที่สะอาด บริสุทธิ์ และยุติธรรม เป็นสิ่งที่เราไม่เห็นบ่อยนักในการจัดประมูลของทางการ

ในระหว่างการประมูล มีมาตรการเสริมในการป้องกันไม่ให้บริษัทที่เข้าประมูลไปพูดคุยตกลงกันนอกรอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนในการประมูลของทางการเช่นกัน

สอง ผมลองสอบถามความคิดเห็นของหลายคน ว่าเหตุใดเอกชนที่เข้าประมูลจึงไม่ฮั้วกัน ปรากฏว่าได้คำตอบที่หลากหลายจนผมเองก็แปลกใจ

คนหนึ่งบอกว่าเป็นเพราะมีรายใหม่เข้ามา ทำให้การแบ่งเค้กไม่ลงตัว อีกคนบอกว่าถึงเค้กจะไม่พอแบ่ง แต่ถ้าเป็นบริษัทไทยล้วนๆ ก็ฮั้วกันอยู่ดี คือรัฐได้รายได้ขั้นต่ำ ส่วนบริษัทที่แพ้ประมูลก็ได้รับค่าฮั้วไป

ยังไม่จบนะครับ ยังมีอีกคนที่บอกว่าเป็นเพราะเรามีรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารที่ไม่เอาด้วยกับเรื่องประเภทนี้ หากเป็นรัฐบาลก่อนคงมีคนช่วยประสานจนฮั้วกันติด

ส่วนตัวผมให้น้ำหนักเรื่องการเปิดประมูลให้กว้าง ให้มีหลายบริษัทเข้าร่วม รวมทั้งมีบริษัทต่างชาติด้วย จะทำให้การฮั้วกันเป็นเรื่องยากมากขึ้น เพราะบางประเทศมีบทลงโทษแรงกว่าเรา ทำให้ไม่ใคร่กล้าทำกัน นอกจากนี้ยังอาจมีปัญหาเรื่องการลงบัญชีของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อีกด้วย

สาม เงินทองที่ได้มามากมาย เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้หลายหมื่นล้านบาท ถือเป็นความสำเร็จของ กสทช.อย่างแท้จริง รัฐบาลก็พลอยได้ประโยชน์ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะปัจจุบันที่การคลังของประเทศชักหน้าไม่ค่อยจะถึงหลัง เงินก้อนนี้ย่อมมีความหมายไม่มากก็น้อย

แต่ชัยชนะของ กสทช.ไม่ได้หมายความว่าประชาชนชนะด้วย มีความพยายามสื่อไปถึงผู้บริโภคว่า ไม่ต้องเป็นกังวลว่าค่าบริการจะแพงขึ้น ค่าสัมปทานครั้งนี้จะมาจากกำไรส่วนเกิน หรือจากส่วนของทุน ค่าบริการจะยังอยู่ในอัตราเดิมเท่าที่สภาพการแข่งขันจะเอื้ออำนวย ผู้ประกอบการรายใดขึ้นค่าบริการจะเสียลูกค้าและส่วนแบ่งตลาด นอกจากนี้ กสทช.ยังมีมาตรการเสริมสำหรับคุ้มครองผู้บริโภค คือมีการระบุในสัญญาว่าค่าบริการจะต้องไม่แพงขึ้น

ก่อนที่ผมจะโต้แย้งประเด็นนี้ ต้องบอกก่อนว่าการได้เงินเข้ารัฐมากๆ เป็นเรื่องดี ดีกว่าปล่อยให้มีกำไรจากการผูกขาดแบบไม่เป็นธรรม ตลอดจนมีความไม่โปร่งใสในการจัดสรรกำไรส่วนเกิน แต่อีกด้านหนึ่งความสำเร็จของการประมูลสะท้อนให้เห็นว่า ระบบกึ่งผูกขาดยังคงอยู่ การบังคับไม่ให้ขึ้นค่าบริการไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะเป็นธรรมชาติของธุรกิจไฮเทคที่ต้นทุนต่อหน่วยจะยิ่งนับวันยิ่งถูกลง

ผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่เท่าที่ทราบ ค่าสัมปทานที่ผู้ชนะประมูลต้องจ่ายต่อผู้บริโภคแต่ละคนของเราสูงมาก ถ้าไม่สูงที่สุดก็อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งหากเป็นจริง แม้ค่าบริการจะไม่สูงขึ้น แต่ก็จะลดลงช้ากว่าที่ควร

ลองนึกภาพว่าหากเราเปิดเสรีด้านโทรคมนาคม มีการแข่งขันกันให้บริการของผู้ประกอบการหลายราย เชื่อว่านอกจากค่าบริการจะถูกลงอย่างรวดเร็วแล้ว คุณภาพของบริการก็จะทันสมัยและดีขึ้นด้วย สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล

แนวคิดที่ว่าคลื่นความถี่เป็นสมบัติของชาติ เช่นเดียวกับแร่ธาตุและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ รัฐจึงควรได้ประโยชน์จากการให้สัมปทานกับเอกชน เป็นแนวคิดที่มีจุดอ่อน อาจจะเหมาะกับสถานการณ์ในอดีตที่โทรศัพท์มือถือเป็นของเล่นของชนชั้นสูง แต่สถานการณ์ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปมากแล้ว โทรศัพท์มือถือและระบบโทรคมนาคมสื่อสารได้กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการคมนาคมทางบก เรือ และอากาศ

แต่ละปีรัฐทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากให้กับถนน ทางรถไฟ และสาธารณูปโภคด้านคมนาคมอื่นๆ จึงไม่ควรมีเหตุผลที่จะต้องเก็บค่าสัมปทานจากระบบโทรคมนาคม หรือพูดอย่างง่ายๆ ไม่มีเหตุผลที่จะไม่เปิดเสรี

ข้อสุดท้าย การประมูลมาราธอนจบลงด้วยชัยชนะของผู้ประกอบการเดิม 2 ราย ซึ่งหมายถึงความพ่ายแพ้ของผู้ประสงค์จะเป็นผู้ประกอบการรายที่ 4 และมีความหมายต่อไปว่า ผู้บริโภคยังไม่มีทางเลือกเพิ่มขึ้น

เป็นที่ทราบกันดีว่า กลุ่มผู้ประกอบการเดิมทั้ง 3 รายต่างไม่ต้องการให้มีรายที่ 4 เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด กล่าวกันว่า แม้ในสถานการณ์ปกติจะแข่งขันกันเองแบบเอาเป็นเอาตาย แต่พอมีรายที่ 4 แหยมเข้ามา ก็ต้องหันมาร่วมมือกันกำจัดศัตรูร่วม ก่อนที่จะหันกลับไปฟาดฟันกันเองต่อไป

สำหรับผม หากจะให้ชัยชนะของ กสทช.เป็นชัยชนะของประชาชนด้วย อย่างน้อยก็ต้องมีผู้ประกอบการรายใหม่เกิดขึ้น อาจจะไม่เพียงรายที่ 4 เท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท