posttoday
ก่อการร้ายเขย่าขวัญ ท่องเที่ยวเสี่ยงกระทบหนัก

ก่อการร้ายเขย่าขวัญ ท่องเที่ยวเสี่ยงกระทบหนัก

26 พฤศจิกายน 2558

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

นับตั้งแต่การก่อการร้ายที่กรุงปารีสในคืนวันศุกร์ที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา ทั่วโลกต่างก็ตกสู่ภาวะตึงเครียดต่อการก่อการร้าย ประกอบกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ เช่น เหตุการณ์ระหว่างตุรกีและรัสเซีย ยังคงตามมาหลอกหลอนต่อเนื่อง กลายเป็นการสร้างความตระหนกให้แก่ผู้คน โดยเฉพาะ "นักท่องเที่ยว"

ความเข้มข้นของเหตุการณ์ก่อการร้ายเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์ก่อการร้ายทั้งกราดยิงและระเบิดพลีชีพที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ดินแดนที่เคยได้ชื่อเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 130 คน และประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างหลีกเลี่ยงสถานที่ชุมชนจนไม่เกิดการใช้จ่าย ยอดนักช็อปลดลงถึง 50% เลยทีเดียว เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าการก่อการร้าย

นอกจากนี้ จากข้อมูลของฟอร์เวิร์ดคีย์ บริษัทด้านการท่องเที่ยวยอดจองเที่ยวบินไปยังกรุงปารีสทั้งหมดร่วงถึง 101% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยพอสันนิษฐานได้ว่าเป็นเหตุผลด้านความปลอดภัย

ขณะที่ผลสำรวจของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเมื่อปี 2013 พบว่า 67% ของนักท่องเที่ยวต่างคำนึงถึงความปลอดภัยมาเป็นอันดับ 1

ทว่า ที่สิ่งที่น่าวิตกก็คือ เหตุวินาศกรรมปารีสที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว แหล่งรายได้สำคัญของประเทศฝรั่งเศสนั้น มีท่าทีจะขยายวงกระทบไปถึงการท่องเที่ยวในระดับโลกไปด้วย

เพราะหลังจากเหตุการณ์คืนวันที่ 13 พ.ย.เป็นต้นมา หลายพื้นที่ทั่วโลกต่างก็ต้องเผชิญกับเหตุวินาศกรรมขนาดย่อมในบ้าน ทั้งที่มีผู้เสียชีวิตหรือเพียงแค่เขย่าขวัญ รวมไปถึงการขู่วางระเบิดสายการบินอีกหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง 

สังเกตได้จากเมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา สหรัฐได้ประกาศเตือนการเดินทางของพลเมืองอเมริกันที่ไม่จำกัดเฉพาะฝรั่งเศส หรือประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่ขยายขอบเขตการเตือนไปทั่วโลก ให้หลีกเลี่ยงการเดินทางใดๆ ที่ไม่จำเป็นออกไป แสดงให้เห็นว่าหลังการก่อการร้ายที่กรุงปารีส ภัยคุกคามไม่ได้หยุดอยู่ที่ฝรั่งเศสเพียงอย่างเดียว แต่ยังแพร่กระจายไปทั่วโลกด้วย ยิ่งเป็นการสร้างความตระหนกให้แก่บุคคลทั่วไป ให้ต้องพิจารณาเดินทางไปท่องเที่ยวเสียใหม่

ภายหลังการก่อเหตุที่กรุงปารีส กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) เผยแพร่วิดีโอข่มขู่จะโจมตีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐ และกรุงลอนดอน ของอังกฤษ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องออกมาเดินตรวจตราเข้มงวดความปลอดภัยในบ้านมากขึ้น

เบลเยียมเองก็ต้องประกาศปิดเมืองล่าผู้ก่อการร้ายจากเหตุวินาศกรรมปารีส ที่อาจหลบหนีเข้ามาในกรุงบรัสเซลส์ เมืองที่ขึ้นชื่อเป็นเมืองหลวงของยุโรป โดยประกาศเตือนภัยขั้นสูงสุดอาจเกิดการก่อการร้ายและให้ประชาชนหลีกเลี่ยงสถานที่มวลชนอย่างคอนเสิร์ต ห้างสรรพสินค้า หรือสถานีรถไฟ ไปจนถึงวันที่ 30 พ.ย.

ด้านสถานทูตสหรัฐในกรุงโรม ประเทศอิตาลี แจ้งเตือนอาจเกิดเหตุก่อการร้ายที่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในกรุงโรม เช่น มหาวิหารนักบุญเปโตร และโรงโอเปร่า สกาลา ในมิลาน ในขณะที่ร้านอาหารและโรงแรมหลายแห่งก็อยู่ในรายชื่อสถานที่เสี่ยงเช่นเดียวกัน รวมถึงเดนมาร์กก็ยังเป็นอีกหนึ่งประเทศที่อยู่ในรายชื่อระวังภัยของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ

ขณะที่ญี่ปุ่นและกรีซก็เกิดเหตุระเบิดเล็กๆ ขึ้นโดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แม้จะคาดว่าเป็นการก่อเหตุจากกลุ่มปั่นป่วนภายในประเทศเอง แต่ก็กลายเป็นการสร้างให้เกิดความหวาดกลัวว่าการโจมตีดังกล่าวจะเป็นฝีมือของการก่อการร้าย เนื่องจากเหตุการณ์ในกรุงปารีสยังคงหลอกหลอน และความใกล้เคียงของเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้กัน

ในขณะที่อียิปต์เองก็กลายเป็นประเด็น เพราะเหตุการณ์ลอบวางระเบิดบนเครื่องบินสายการบินเมโทรเจ็ตของรัสเซียจนเครื่องบินตกลงที่อียิปต์และมีผู้เสียชีวิตถึง 224 คน โดยกลุ่มไอเอสออกมาแสดงตัวเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าว จุดประกายประเด็นด้านการก่อการร้ายต่อการโดยสารทางอากาศอีกครั้ง หลังฝันร้ายของชาวโลกในเหตุการณ์ 9/11

เหตุการณ์ 9/11 เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ก่อการร้ายกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว สังเกตได้จากภายหลังที่สหรัฐกลับมาเปิดสนามบินหลังเหตุการณ์ดังกล่าวอีกครั้ง ยอดการเดินทางทางอากาศลดลงอย่างน้อย 30% เลยทีเดียว และกระทบต่อสายการบินต่างๆ หนักหนาสาหัสเลยทีเดียว

อีกหนึ่งหลักฐานที่แสดงให้เห็นความกังวลต่อการก่อการร้ายของผู้คนทั่วโลก คือ การทำประกันภัยด้านการท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นมากนั่นเอง

อินชัวร์มายทริป เว็บไซต์ด้านประกันภัยการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ความต้องการประกันภัยเพิ่มขึ้นถึง 20% ภายหลังจากการก่อการร้ายในกรุงปารีส และจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีกหลังสหรัฐประกาศแจ้งเตือนภัยดังที่กล่าวเอาไว้ข้างต้น

"การแจ้งเตือนครั้งนี้มาพร้อมกับชาวอเมริกันที่พร้อมจะออกท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว พวกเราเข้าใจว่านักท่องเที่ยวหลายคนกังวลต่อความปลอดภัยในภาครวม และอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น" จิม เกรซ ซีอีโอของอินชัวร์มายทริปกล่าว

ความตึงเครียดต่อความมั่นคงโลกยิ่งเพิ่มขึ้นมากเข้าไปอีก ภายหลังจากตุรกียิงเครื่องบินรบของรัสเซียตกที่ชายแดนฝั่งที่ติดกับซีเรีย เรียกความไม่พอใจจากประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย และอาจกลายเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งลุกลามบานปลาย

แน่นอนว่าเหยื่อรายแรกจากความตึงเครียดดังกล่าวคือ "การท่องเที่ยว" ของตุรกี โดย เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย แนะนำประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปตุรกีทันที ซึ่งนักท่องเที่ยวรัสเซียในตุรกีมีมากถึง 4.48 ล้านคน จากจำนวนนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน และใช้จ่ายเกือบ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.42 แสนล้านบาท)

ที่น่าเจ็บปวดสำหรับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียก็คือ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา สำนักข่าวอาร์ไอเอ ของรัสเซีย เพิ่งรายงานว่าชาวรัสเซียหนีจากอียิปต์ไปเที่ยวตุรกี หลังเกิดเหตุการณ์เครื่องบินตกที่อียิปต์

ในขณะเดียวกัน ด้านตุรกีเผชิญกับการก่อการร้ายหนักๆ ในกรุงอังการามาแล้วในช่วงเดือน ต.ค. ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 100 คน ในขณะที่เดือน ส.ค. ก็เผชิญกับมือปืน 2 คน บุกโจมตีสถานกงสุลของสหรัฐในอิสตันบูล ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน

จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปจะพบว่าหุ้นในกลุ่มการเดินทางและท่องเที่ยว เช่น หุ้นสายการบิน โรงแรม ภัตตาคาร ไปจนถึงร้านค้าปลีกจะตกลงอย่างหนักหลังเกิดเหตุโจมตีและยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ดีนัก เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกถึงผลกระทบที่อาจกินเวลานาน

เพราะไม่ว่าอย่างไร ความปลอดภัยก็เป็นปัจจัยสำคัญที่นักท่องเที่ยวคำนึงถึงอันดับหนึ่งอยู่ดี

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท