posttoday
จีเอ็มโอขัดยุทธศาสตร์ ฉุดส่งออกเกษตรอินทรีย์

จีเอ็มโอขัดยุทธศาสตร์ ฉุดส่งออกเกษตรอินทรีย์

26 พฤศจิกายน 2558

นอกจากหน่วยงานภาครัฐจะแสดงความวิตกกังวลว่า ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของภาคเกษตรแล้ว ทางองค์กรพัฒนาเอกชนก็มีความห่วงใยถึงการปนเปื้อนที่จะตามมาด้วย

นอกจากหน่วยงานภาครัฐจะแสดงความวิตกกังวลว่า ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของภาคเกษตรแล้ว ทางองค์กรพัฒนาเอกชนก็มีความห่วงใยถึงการปนเปื้อนที่จะตามมาด้วย

บัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า หาก พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพฉบับนี้ผ่านจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของไทยให้เป็นวาระแห่งชาติ และกระทบกับทิศทางเกษตรอินทรีย์ที่เคยกำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ

“หากอนุญาตให้ปลูกพืชจีเอ็มโอเชิงพาณิชย์ปัญหาการปนเปื้อนจะตามมา ซึ่งหลายประเทศที่เคยผ่านกฎหมายหมายนี้ ต่างก็เคยล้มเหลว จนเกิดผลกระทบต่อภาคเกษตรให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้วทั่วโลก” บัณฑูรย์ ระบุ

“ไทยมีความสุ่มเสี่ยงในเรื่องนี้จากหลายปัจจัย เช่น พื้นที่การเกษตรของไทยเป็นแปลงเล็ก ทำให้ควบคุมปัจจัยในการปนเปื้อนได้ยาก มาตรการโซนนิ่งหรือจำกัดชนิดพืชให้เหมาะสมเฉพาะบางพื้นที่ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ก็เคยล้มเหลวในการจัดการมาแล้ว” บัณฑูรย์ กล่าว

บัณฑูรย์ ระบุว่า ทำให้การเฝ้าระวังปัญหาการปนเปื้อนตกเป็นภาระของเกษตรรายย่อยในภาคเกษตรอินทรีย์ที่ต้องหามาตรการที่น่าเชื่อถือในระดับสากลมารับรองการปนเปื้อนในอนาคต ซึ่งภาวะปกติก็มีปัญหาอื่นๆ ที่ต้องแบกรับอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ควรจะมีการตั้งคำถามหรือหาคำตอบ นอกเหนือจากเรื่องการบริโภคพืชหรือสัตว์จีเอ็มโอว่าปลอดภัยหรือไม่แล้ว ประเทศไทยที่มีจุดแข็งในทำเกษตรอินทรีย์เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหาร หากมีการใช้จีเอ็มโอมาเป็นเครื่องมือ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบรอบด้านผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่าหรือไม่

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย กล่าวว่า มีความพยายามผลักดันกฎหมายนี้มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และทุกรัฐบาล แต่ก็ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าผ่าน พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าเกษตรกรรายย่อยจะคัดค้าน

วิฑูรย์ กล่าวว่า การปลูกพืชจีเอ็มโอจะเปิดช่องให้ผู้ผลิตการเกษตรรายใหญ่ที่ใช้วิธีตัดต่อพันธุกรรมไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบ กรณีพืชจีเอ็มโอสร้างผลกระทบต่อสุขภาพ และยังทำให้คู่ค้าบางประเทศใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าวกีดกันทางการค้าเป็นข้ออ้างในการไม่รับซื้อพืชพันธุ์ทางการเกษตรของไทย เช่น ข้าวโพดหวาน มะละกอ ฯลฯ

“ที่สำคัญที่สุดของพืชจีเอ็มโอคือ ปัญหาการผูกขาด เนื่องจากพืชจีเอ็มโอเกือบทั้งหมดในตลาดอยู่ในมือของบรรษัทยักษ์ใหญ่แค่เพียงไม่กี่บริษัท ซึ่งวิถีการเกษตรของไทยขณะนี้ไม่จำเป็นต้องทำการเกษตรด้วยจีเอ็มโอ

“เพราะไทยมีทางเลือกการทำเกษตรอินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถแข่งขันได้ดีกว่า ถ้าผ่านกฎหมายนี้จะส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรในวงกว้างอย่างประเมินค่าไม่ได้ เช่น บางประเทศที่มีฐานความหลากหลายทางชีวภาพ และอาหาร ต้องปลูกพืชที่อยู่ภายใต้สิทธิบัตรของบริษัทยักษ์ใหญ่” วิฑูรย์ กล่าว

วิฑูรย์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันจำนวนผู้บริโภคที่เห็นด้วยกับพืชจีเอ็มโอลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น ในกลุ่มสหราชอาณาจักร เมื่อปี 1996 เห็นด้วยถึง 52% ลดลงเหลือเพียง 44% ในปี 2010 เยอรมนี ปี 1996 เห็นด้วย 47% แต่ปี 2010 เหลือแค่ 22% ขณะที่รัฐเมน คอนเนตทิคัต และเวอร์มอนต์ ของสหรัฐมีมาตรการบังคับติดฉลากผลิตภัณฑ์ที่มาจากจีเอ็มโอเหมือนอีก 64 ประเทศทั่วโลกที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เรื่องจีเอ็มโอจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดผู้ซื้อต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันผู้ซื้อนิยมสินค้าสุขภาพ สินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้าออร์แกนิก ซึ่งที่ผ่านมาไทยส่งออกสินค้าออร์แกนิกไปขายในยุโรปจำนวนมาก โดยเฉพาะข้าว

“หากมีการปลูกพืชจีเอ็มโอจริง อาจทำให้ผู้บริโภคไม่เชื่อมั่นว่าสินค้าจากไทยออร์แกนิกจริงหรือไม่” แหล่งข่าวเปิดเผย

สำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยที่ส่งไปตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิอินทรีย์ โดยปี 2557 มียอดส่งออกในปริมาณ 1.26 หมื่นตัน มูลค่า 555 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยส่งออกตันละ 1,359 เหรียญสหรัฐ ส่วนช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค. 2558) ส่งออกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ปริมาณ 9,916 ตัน มูลค่า 432 ล้านบาท ในราคาเฉลี่ยตันละ 1,336 เหรียญสหรัฐ มีตลาดใหญ่อยู่สหภาพยุโรป ฮ่องกง และญี่ปุ่น

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69