posttoday
จับตาหยวนเปลี่ยนทิศ 2016 ปฏิรูปใหญ่เลิกตรึงดอลลาร์

จับตาหยวนเปลี่ยนทิศ 2016 ปฏิรูปใหญ่เลิกตรึงดอลลาร์

25 พฤศจิกายน 2558

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ปัจจัยที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2016 นี้ ไม่ได้หยุดอยู่ที่แค่ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพียงอย่างเดียว อีกปัจจัยที่ต้องจับตามองให้ดี คือท่าทีของเศรษฐกิจพี่ใหญ่อย่างจีนนั่นเอง โดยเฉพาะ
ค่าเงินหยวน หลังจากขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ และอาจทำให้จีนต้องยกเลิกการกึ่งๆ ตรึงค่าเงินในขณะนี้

“ก่อนการประชุมคณะกรรมการทางการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) ในเดือน ธ.ค.นี้ พวกเราคิดว่าคำถามคงไม่ได้อยู่ที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะสามารถไปได้ไกลแค่ไหนในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น” เดวิด อู๋ หัวหน้าฝ่ายวิจัยค่าเงินของแบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ กล่าว

เพราะคำถามที่มุ่งเป้าไปที่ “ค่าเงินหยวน” ของจีนต่างหาก ภายหลังจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ความน่าลงทุนในเหรียญสหรัฐจะเพิ่มขึ้น และทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐยิ่งแข็งค่าขึ้นมากกว่านี้ ส่งผลต่อเนื่องให้ค่าเงินหยวนที่ผูกติดกับค่าเงินดังกล่าวขยับแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย และจีนต้องใช้การปรับลด “อัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนรายวัน” เพื่ออ่อนค่าเงินหยวน

ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ค่าเงินของตัวเองแข็งค่าจนเกินไปนัก เพราะด้วยความที่จีนเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก และการปฏิรูปเพื่อหันไปเน้นการบริโภคก็ยังไม่เสร็จสิ้นดี จึงจำเป็นต้องปรับลดอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนรายวัน ดังที่เห็นมาแล้วในเดือน ส.ค. ที่ปรับลงไปราว 3%

ก่อนหน้านี้ บรรดานักวิเคราะห์และสถาบันการเงินต่างคาดการณ์ว่า หลังจากเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว พีบีโอซีจะปรับลดอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนอีกครั้ง โดยธนาคารบาร์เคลย์เคยคาดการณ์เอาไว้ว่า จีนจะหั่นค่าเงินลงอีกถึงราว 8% ในช่วง 2 ปีข้างหน้าเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม คำถามของอู๋ก่อนการประชุมเอฟโอเอ็มซีในวันที่ 14-15 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ กลับเป็น “จีนจะเลิกผูกค่าเงินหยวนกับเหรียญสหรัฐหรือไม่” เพราะเศรษฐกิจจีนภายหลังจากเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะยิ่งย่ำแย่ลงไปมากกว่านี้ หากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น

จีนตรึงค่าเงินหยวนไว้กับเหรียญสหรัฐมายาวนานมากกว่า 15 ปี ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเสียอีก แต่ก็มีการอ่อนค่าเงินของตัวเองมาโดยตลอด และกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสหรัฐที่การค้าขาดดุลกับจีนอย่างมาก แต่เมื่อปี 2005 จีนพยายามทำให้ค่าเงินของตัวเองเป็นสากลมากขึ้น จนยกเลิกการตรึงค่าเงินของตัวเอง แต่ก็ยังกำหนดค่าเงินตัวเองผ่านอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนเรื่อยมา

อีกเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนให้ทฤษฎีการยกเลิกผูกค่าเงินหยวนกำลังมาแรงในช่วงนี้ คือ การพิจารณานำค่าเงินหยวนขึ้นเป็นหนึ่งในค่าเงินหลักของโลก หรือเข้าเป็นหนึ่งในตะกร้าค่าเงิน (เอสดีอาร์) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เนื่องจากจีนจำเป็นต้องปล่อยเสรีค่าเงิน และลดการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุนมากขึ้น เพื่อให้ตรงสเปกที่ไอเอ็มเอฟต้องการ

ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศแล้ว แต่ละประเทศไม่สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินคงที่ และมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีไปพร้อมกันได้ เนื่องจากใช้พร้อมกันทั้ง 3 อย่างจะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจดังที่เห็นได้จากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง อย่างที่ไทยผูกค่าเงินไว้กับเหรียญสหรัฐ และเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้อย่างอิสระ แต่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไปด้วยในตัว อันเป็นต้นเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจดังกล่าว

พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ดีกรีรางวัลโนเบล ได้อธิบายทฤษฎีดังกล่าวเอาไว้ในปี 1999 ว่า แต่ละประเทศสามารถเลือกได้แค่ 2 ใน 3 อย่างข้างต้นเท่านั้น อย่างที่จีนใช้ค่าเงินคงที่ด้วยการผูกค่าเงินและยังสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยไปได้ด้วยในตัว แต่ก็ต้องแลกมากับการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุน

ดังนั้น หากครั้งนี้จีนเลือกที่จะเปิดเสรีการไหลเข้าออกของเงินทุนมากขึ้น ดังที่เห็นจีนทำมาแล้วบ้างบางส่วน โดยในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา จีนได้อนุญาตให้ชาวจีนและธุรกิจจีนสามารถเข้าไปซื้อหุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์ได้โดยตรง รวมถึงยกเลิกการจำกัดธุรกรรมทางการเงินข้ามชาติบางอย่าง จีนก็อาจต้องเลือกที่จะยอมผ่อนคลายบางอย่างลงไปพร้อมกันด้วย

หากเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยเข้าจริง และพีบีโอซีเลิกตรึงค่าเงินของตัวเอง จะก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดค่าเงินรุนแรงอย่างแน่นอน เหมือนที่ช่วงค่าเงินสวิตเซอร์แลนด์ยกเลิกการผูกค่าเงินฟรังก์กับยูโรเมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากผูกค่าเงินมาตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2011

หลังจากที่สวิตเซอร์แลนด์ยกเลิกการผูกค่าเงินฟรังก์กับยูโร ทำให้ค่าเงินฟรังก์แข็งค่าขึ้นทันทีเกือบจะแตะ 1 ฟรังก์/ยูโร หลังจากที่ก่อนหน้าการยกเลิกเคยประกาศออกมาว่าจะไม่ปล่อยค่าเงินฟรังก์แข็งค่าเกินไปกว่า 1 ฟรังก์/0.83 ยูโร

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกทั้งสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย ต่างปรับตัวลดลงไปตามๆ กัน ในขณะที่นักลงทุนต่างวิ่งเข้าหาทองคำที่ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยจนขึ้นมาทันที 3% ด้านค่าเงินเยนที่เป็นอีกหนึ่งแหล่งพักการลงทุนก็แข็งค่าขึ้นไปตามๆ กัน

หากหยวนยกเลิกผูกค่าเงินจริงจะยิ่งเป็นเรื่องใหญ่มากกว่าฟรังก์กับยูโรอย่างแน่นอน และค่าเงินหยวนก็จะอ่อนค่าลงไปอีกตามความต้องการของจีน โดยแบงก์ออฟอเมริกาคาดว่าจะอ่อนไปถึง 9% ในขณะที่ประเทศไทย รวมถึงในเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ต่างมีจีนเป็นคู่ค้าสำคัญทั้งสิ้น

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ จึงต้องจับตาให้ดีอย่าให้คลาดสายตา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท