องค์กรสตรีและเด็กหนุนลดชั่วโมงเรียน
องค์กรสตรีและเด็กหนุนลดชั่วโมงเรียนแนะสอดแทรกกิจกรรมหยุดความรุนแรงในครอบครัวในชั่วโมงรู้
องค์กรสตรีและเด็กหนุนลดชั่วโมงเรียนแนะสอดแทรกกิจกรรมหยุดความรุนแรงในครอบครัวในชั่วโมงรู้
เมื่อวันที่25พ.ย.58 ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เมื่อเวลา13.00 น. นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล นำเครือข่ายผู้หญิง องค์กรด้านเด็กเยาวชนและครอบครัวและนักเรียนนักศึกษากว่า30คน เข้ายื่นหนังสือถึง พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านทาง รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำเสนอผลสำรวจความคิดเห็นเด็กนักเรียน ต่อสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว พร้อมแสดงจุดยืนและข้อเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ ในการสนับสนุนนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้
นายจะเด็จ กล่าวว่า เดือนพ.ย.เป็นเดือนแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก แต่จากข้อมูลที่มูลนิธิฯลงพื้นที่เก็บรวบรวมความคิดเห็นสถานการณ์ปัญหาความรุนแรง โดยสำรวจเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4-6จำนวน1,464 คนใน พื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พบว่าส่วนใหญ่อยู่กับพ่อและแม่ โดย85.1% ยอมรับว่า คนในครอบครัวเคยมีปากเสียงทะเลาะเบาะแว้งกัน กิจวัตรประจำวันของคนในครอบครัวคือ70.6%ติดมือถือ เล่นไลน์ เฟสบุ๊ค ขณะที่63.4%โต้เถียง ด่าทอ พูดจาหยาบคาย62.8%พ่อแม่ทำงานหนักไม่มีเวลาให้ลูก57%คนในครอบครัวดื่มเหล้า/เบียร์/เล่นการพนัน อบายมุข เมื่อถามถึงความรู้สึกที่พ่อแม่ทะเลาะกัน พบว่าเด็กๆส่วนใหญ่รู้สึกเสียใจ ร้องไห้ กลัวกังวล เครียด เบื่อเซ็ง หมดกำลังใจ หรือมีแม้กระทั่งพบเห็นบ่อยจนชินไปแล้ว ทั้งนี้สิ่งที่เด็กๆเลือกทำเมื่อเห็นคนในครอบครัวทะเลาะกันคือ23.4%เลือกที่จะเข้าไปห้าม14.4%เลือกที่จะอยู่เฉยๆ10%ขอเก็บปัญหาไว้คนเดียวไม่บอกใคร แต่ที่น่าห่วงคือ6.7%อยากจะประชดพ่อแม่ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ต่างต้องการให้ครอบครัวกลับมามีความสุข สนิทสนมกัน พูดคุยกันทุกเรื่อง มีเวลาให้ครอบครัว มีกิจกรรมที่ทำร่วมกัน รับประทานอาหาร ดูโทรทัศน์ ช่วยกันทำงานบ้าน คอยให้คำปรึกษาลูกๆ
นายจะเด็จ กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว มูลนิธิฯจึงขอเสนอแนวทางเพื่อให้ศธ.นำไปพิจารณาดังนี้1.ขอให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กโดยตรง ควรมีการอบรบให้ความรู้เพิ่มเติมกับครูในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในประเด็นเรื่องความรุนแรงในครอบครัว เพื่อให้คำปรึกษากับเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างถูกต้อง
2.ขอสนับสนุนนโยบาย “การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”โดยลดเวลาเรียนวิชาการถึง14.00 น. เปิดโอกาสให้นักเรียนทำกิจกรรมเสริมทักษะการเรียนรู้จนถึงเวลาเลิกเรียนปกตินั้น ขอให้ในช่วงเวลานี้ บรรจุหลักสูตร กิจกรรมทักษะชีวิต ความเข้าใจในเรื่องความรุนแรงในครอบครัว เรื่องGenderและบทบาทหญิงชาย เสริมการเรียน ตลอดจนการให้เห็นถึงพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอบายมุขรวมถึงการเท่าทันสื่อ สังคมออนไลน์ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน
3.ขอให้สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเชื่อมการทำงานกับภาคประชาสังคม ชุมชน ในประเด็นเรื่องปัญหาความรุนแรงในครอบครัว อบายมุข และการเท่าทันสื่อ เพื่อเข้ามาสนับสนุนและมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนและร่วมกันรณรงค์สร้างค่านิยมใหม่ที่ถูกต้อง







