
ยุทธการลดภาษีเงินได้ ถูกใจมนุษย์เงินเดือน
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
หลังจากรัฐบาลลดภาษีแจกนายทุน คนมีรายได้สูงมาแล้ว ล่าสุดรัฐบาลก็มีแผนปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อให้ผู้ทำงานรับเงินเดือนและทำอาชีพอิสระมีภาระภาษีลดลง การปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมลดความเหลื่อมล้ำของผู้เสียภาษี
หากนับตั้งแต่ทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลเข้ามา ก็ได้ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคลกับผู้ประกอบการจำนวนมาก ทั้งผ่านการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การลดโดยให้หักลดหย่อนภาษีเพิ่มหากมีการลงทุนในปีนี้ การเพิ่มเวลาการยกเว้นภาษีนิติบุคคลเพิ่มเติมจากที่ได้รับจากบีโอไอ ถ้าเป็นการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม 10 กลุ่ม ที่เป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้คงอัตราภาษีนิติบุคคล 20% เป็นการถาวร รวมถึงการลดอัตราภาษีนิติบุคคลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจาก 20% เหลือ 10% เป็นเวลา 2 ปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีมติให้ขยายเวลาการหักลดหย่อนภาษีจากการซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ที่จะสิ้นสุดเมื่อสิ้นปี 2559 ออกไปอีก 3 ปี ซึ่งมาตรการภาษีดังกล่าวถูกมองมาตลอดเวลาว่าเป็นการลดหย่อนภาษีให้รายได้ดี แต่รัฐบาลก็เรียกความเชื่อมั่นขยายเวลาออกไปทั้งที่มาตรการยังเหลืออายุอีก 1 ปีกว่า
ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องหันมาอุดลดภาษีให้กับบุคคลธรรมดาบ้าง ซึ่งทางสรรพากรก็ได้เผยโรดแมปออกมาเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา จะมีทั้งการปรับอัตรา การเพิ่มค่าใช้จ่าย และการปรับค่าลดหย่อน โดยรวมแล้วจะทำให้ผู้มีรายได้เดือนละ 2 หมื่นบาท ไม่ต้องมีภาระเสียภาษีอีกต่อไป จากเดิมผู้ที่มีรายได้เดือนละ 1.5 หมื่นบาท ไม่ต้องเสียภาษี ในส่วนนี้ทำให้มีผู้ที่เคยต้องเสียภาษีไม่ต้องเสียอยู่จำนวนไม่น้อย ซึ่งทำให้รัฐบาลได้ใจจากผู้เสียภาษีส่วนนี้ไปเต็มๆ
นอกจากนี้ ในส่วนของการปรับอัตรา คาดว่าจะมีการปรับอัตราสูงสุดจากที่เคยเสียอยู่ 35% ให้ลดต่ำลงกว่าเดิม เพื่อให้ใกล้เคียงกับอัตราภาษีนิติบุคคลที่ปัจจุบันอยู่ที่ 20% ส่วนหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาการบิดเบือนทางภาษีที่ผู้มีรายได้บุคคลธรรมดาไปตั้งนิติบุคคลเพื่อโอนรายได้เสียภาษีแบบนิติบุคคลซึ่งมีอัตราที่ต่ำกว่า ในส่วนของการปรับตรงนี้ต้องยอมรับว่าผู้มีรายได้มากๆ จะได้ประโยชน์ไปเต็มๆ แต่ส่วนผู้มีรายได้น้อยและเสียภาษีไม่ถึง 35% ก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากส่วนนี้
ในส่วนของการเพิ่มค่าลดหย่อน กรมสรรพากรจะเพิ่มจากเดิมให้หักได้ 40% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 6 หมื่นบาท เป็น 1.2 แสนบาท สำหรับส่วนนี้ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาไม่ว่ารายได้น้อยหรือมากได้กันทั่วหน้า
สำหรับการปรับค่าลดหย่อน ปัจจุบันมีการให้หักค่าลดหย่อนกว่า 20 รายการ ในรายการใหญ่ที่นำมาเป็นรายจ่ายหักลดหย่อนภาษีได้ เช่น ค่าดอกเบี้ยบ้านปีละ 1 แสนบาท ค่าประกันปีละ 1 แสนบาท การลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟปีละ 3 แสนบาท การลงทุนในกองทุนเพื่อการเกษียณอายุปีละ 3 แสนบาท ในส่วนนี้พบว่าค่าลดหย่อนหลายตัวเป็นการหักลดหย่อนให้กับผู้มีรายได้มาก ดังนั้นกรมสรรพากรจึงมีแนวคิดว่าจะมีการกำหนดเพดานสูงสุดไว้ เช่น หักรวมกันไม่ได้เกินปีละ 5 แสนบาท เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เกิดความเป็นธรรมของผู้เสียภาษีผู้มีรายได้น้อยและมากให้มีมากขึ้น
จากข้อมูลของกระทรวงการคลัง พบว่า ปัจจุบันมีผู้ยื่นแบบเสียภาษีบุคคลธรรมดาอยู่ประมาณ 10 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ยื่นแบบและเสียภาษีอยู่ประมาณ 4 ล้านคน ดังนั้นหากการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดามีผลจะทำให้ผู้เสียภาษีทั้ง 4 ล้านคน มีภาระภาษีลดลงทันที ในบางรายอาจไม่มีภาระต้องเสียภาษี ถือว่ารัฐบาลได้ใจจากผู้เสียภาษีจำนวนไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรคาดว่าจะเสนอการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในปี 2559 และคาดว่าจะมีผลจริงกับรายได้ภาษีปี 2560 ซึ่งจะมีการยื่นแบบและชำระภาษีในปี 2561 ซึ่งเป็นเวลาอีกกว่า 2 ปี ที่ผู้มีรายได้ถึงจะได้ลดภาษี ทำให้รัฐบาลถูกมองว่าการลดภาษีให้บุคคลธรรมดา มาช้ากว่าลดภาษีให้นายทุนหรือผู้มีรายได้สูง อย่างเช่น การขยายเวลาอายุมาตรการแอลทีเอฟที่กว่าจะหมดอายุจริงๆ สิ้นปี 2559 แต่รัฐบาลก็ขยายเวลาของมาตรการไปอีก
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลต้องดึงการลดภาษีบุคคลธรรมดาไปให้นานที่สุด เป็นเพราะการเก็บรายได้ของรัฐบาลมีปัญหา การเก็บรายได้รัฐบาลเดือน ต.ค. 2558 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 ต่ำกว่าเป้า 2,000 ล้านบาท เป็นเพราะการเก็บภาษีของกรมภาษีต่ำกว่าเป้าทุกกรม ทั้งกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร
การปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา คาดว่าจะทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรหายไปอีกไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเก็บรายได้ของประเทศถึง 80% มีปัญหาการเก็บรายได้มากขึ้น โดยปีงบประมาณที่ผ่านมากรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้ากว่า 2 แสนล้านบาท
สำหรับการลดภาษีบุคคลธรรมดา จะทำให้ฐานภาษีของภาษีนิติบุคคลขยายมากขึ้น ก็เป็นเรื่องพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นจริง การลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 20% ไม่ได้ทำให้มีผู้เสียภาษีนิติบุคคลมากขึ้น ทั้งในแง่ของจำนวนรายและผู้เสียภาษี เช่นเดียวกับการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาก่อนหน้านี้ที่มีการลดอัตราสูงสุด 37% เป็น 35% ก็ไม่ได้ทำให้มีผู้เสียภาษีเพิ่มมากขึ้น จำนวนผู้ยื่นแบบชำระภาษีบุคคลธรรมดาของกรมสรรพากรก็ยืนอยู่ที่ 9-10 ล้านราย มาเป็นเวลานานหลายปี
ขณะที่การนำระบบบัญชีเดียวและระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-เพย์เมนต์ มาใช้จะทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรเพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนล้านบาท ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเห็นผล ตอนนี้เป็นเพียงแค่การคาดหมายเพื่อเลี่ยงการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ซึ่งมีข้อมูลชัดเจนว่าการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มทุก 1% จะทำให้กรมสรรพากรเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7 หมื่นล้านบาท หากเพิ่มอัตราการเก็บเป็น 10% ก็จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 2 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นของแสลงทางการเมือง ไม่มีรัฐบาลไหนอยากขึ้น เพราะจะทำลายบรรยากาศเศรษฐกิจ และทำให้ราคาสินค้าและบริการอาจขยับขึ้น แม้แต่รัฐบาลนี้ก็พยายามตีกรรเชียงหนี ทั้งที่ก่อนหน้ามีแผนจะเก็บเพิ่ม ทำให้การปฏิรูปภาษีของรัฐบาลยังเป็นส่วนๆ หยิบแต่ที่ได้ใจแต่ไม่ได้เงินมาทำก่อน ตั้งแต่การลดภาษีให้คนมีเงินมาก จนมาถึงผู้เสียภาษีบุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับผู้ที่ได้ลดภาษี แต่เป็นภัยร้ายกับฐานะการคลังของประเทศหากการขยายฐานภาษีไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ภาษีเพิ่ม แต่ต้องเสียรายได้ภาษีไปบางส่วนจากการลดภาษี







