
สศช.จับตาว่างงาน หนี้ครัวเรือนเกษตรกร
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ซึมยาวและเริ่มผงกหัวขึ้นมา แต่มีแนวโน้มว่าไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งที่ยาวกว่าปกติ ทำให้มีความวิตกว่าคนระดับฐานรากของประเทศอาจจะมีปัญหาได้
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ซึมยาวและเริ่มผงกหัวขึ้นมา แต่มีแนวโน้มว่าไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งที่ยาวกว่าปกติ ทำให้มีความวิตกว่าคนระดับฐานรากของประเทศอาจจะมีปัญหาได้
เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภาวะการมีทำงานในไตรมาส 3/2558 ว่ามีการจ้างงาน 38.3 ล้านคน ลดลง 0.2% เป็นผลจากการจ้างงานในภาคเกษตรที่ลดลงต่อเนื่อง 3.8% ตามสถานการณ์ในภาคเกษตรที่ผลิตลดลงจากปัญหาภัยแล้ง ทำให้มีแรงงานเกษตรกร 80,064 คน กลายเป็นแรงงานรอฤดูกาลเพิ่มขึ้น 26.1%
แต่การจ้างงานนอกภาคเกษตรยังคงเพิ่มขึ้น 1.7% ทำให้การว่างงานในไตรมาส 3 ขยับมาอยู่ที่ 0.92% หรือ 356,025 คน เพิ่มขึ้นจาก 0.84% ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เป็นผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน 182,215 คน เพิ่มขึ้น 17.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เป็นผลจากเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า
ผู้ประกอบการชะลอการขยายตำแหน่งงาน และเป็นช่วงผู้จบการศึกษาใหม่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน และอีก 173,809 คน เป็นผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน เพิ่มขึ้น 1.6% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
ปรเมธี ชี้แจงว่า รายได้ของเกษตรกรและแรงงานที่น่าจะลดลงต่อเนื่อง เพราะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง สภาพอากาศไม่อำนวย การจ้างงานภาคเกษตรก็อาจลดลง
ต่อเนื่อง และราคาสินค้าที่ตกต่ำซึ่งไตรมาส 3 ปีนี้ดัชนีราคาสินค้าเกษตรขายได้ลดลง 4.8% ต่อเนื่อง จากครึ่งปีแรกที่ลดลง 6.5%
อย่างไรก็ตาม หากประเมินในแง่ของรายได้แรงงานแล้วจะพบว่า ค่าจ้างแรงงานและเงินเดือนภาคเอกชนเมื่อหักด้วยเงินเฟ้อแล้วพบว่า รายได้ยังคงเพิ่มขึ้น 2.6% แต่มีประเด็นที่ต้องติดตามและระมัดระวังคือ รายได้ของเกษตรกรและแรงงานในภาคเกษตรที่จะได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิต และราคาสินค้าเกษตรลดลงจากผลกระทบภัยแล้ง และปริมาณน้ำเกษตรที่ลดลง
ขณะที่แรงงานทั่วไปอาจลดลงต่อเนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และยังต้องติดตามการเลิกจ้างจากผลการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและการย้ายฐานผลิตอีกด้วย
“ในไตรมาส 4 คาดว่าจะเห็นการว่างงานเพิ่มขึ้น แต่จะต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องไปถึงปี 2559 ที่ผลผลผลิตภาคเกษตรจะยังลดลงจากภาวะภัยแล้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอยู่ เห็นได้จากปริมาณน้ำในเขื่อนในขณะนี้ที่น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา” ปรเมธี กล่าว
ดังนั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งและดูแลผู้มีรายได้น้อย ปรเมธี เสนอว่า รัฐบาลจะต้องเร่งรัดโครงการจ้างงานในภาคเกษตรให้เป็นรูปธรรมเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ในระดับหมู่บ้าน มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบลหรือโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท โครงการลงทุนขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท ตลอดจนมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลชัดเจน ในไตรมาส 4/2558
ด้านหนี้สินครัวเรือน แม้จะอยู่ในระดับสูง แต่ก็เริ่มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในครึ่งแรกของปี 2558 มูลค่าหนี้ครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 163,276 ล้านบาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้น 1.2% เทียบกับครึ่งแรกของปี 2556 (ทำการสำรวจ 2 ปี/ครั้ง) และเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับเฉลี่ยทั้งปี 2556 แม้จะเพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้น 8.1% และ 10% ในครึ่งปีแรกของปี 2556 และทั้งปี 2556 ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลจากการสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย โดยเฉพาะโครงการรถยนต์คันแรก
สอดคล้องกับข้อมูลการกู้ยืมของครัวเรือนตามรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า หนี้ครัวเรือนชะลอตัวลง โดยในไตรมาส 2 ยอดการกู้ยืมผ่านสถาบันการเงินของครัวเรือนทั่วประเทศ
อยู่ที่ 10.71 ล้านล้านบาท หรือ 80.6% ของจีดีพี เติบโตขึ้น 6.2% แต่ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจาก 11.4% และ 6.6% ในปี 2556 และ 2557 ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลจะสะท้อนให้เห็นว่า ครัวเรือนไทยโดยรวมมีรายได้สูงกว่ารายจ่าย กล่าวคือ ในครึ่งปีแรกมีรายได้ 27,545 บาท/ครัวเรือน/เดือน มีรายจ่าย 21,818 บาท รายได้เหลือ 5,727 บาท/ครัวเรือน/เดือน แต่ยังมีประเด็นที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะครัวเรือนคนงานเกษตรที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้เหลือจ่ายสูงถึง 57.1 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึง 2 เท่า
ขณะที่ครัวเรือนที่ไม่ได้ทำงานเชิงเศรษฐกิจ ครัวเรือนกลุ่มเสมียน/พนักงาน ประมง/ป่าไม้/ล่าสัตว์ และผู้ทำเกษตรที่เป็นเจ้าของที่ดิน มีหนี้สินต่อรายได้เหลือจ่ายที่ 45.4 36.6 34.4 และ 32.4 เท่า ตามลำดับ
แม้ในระยะต่อไปคาดว่าหนี้ครัวเรือนจะชะลอตัวลง แต่การผิดนัดชำระหนี้ในไตรมาส 3/2558 ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 11% มูลค่า 1 แสนล้านบาท หรือ 2.8% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบจาก 9.44 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 2/2558 เป็นเรื่องที่ต้องจับตา







