
ยื้อแก้รธน.ชั่วคราว ดูกระแสประชามติ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 เพื่อรองรับการทำ “ประชามติ” ถูกยื้อออกไปเป็นช่วง 4 เดือนสุดท้ายก่อนการทำประชามติ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 เพื่อรองรับการทำ “ประชามติ” ถูกยื้อออกไปเป็นช่วง 4 เดือนสุดท้ายก่อนการทำประชามติ ตามที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงว่า “คิดๆ ไว้อยู่ แต่ยังไม่ขยับ เพราะยังมีเวลาอีกมาก”
แน่นอนว่าหากพิจารณาตามสัญญาณนี้ระยะเวลา 4 เดือนสุดท้ายก่อนทำประชามติ จึงเป็นช่วงเวลาที่ดูจะสุกงอมมากที่สุด
ประการแรกเพื่อให้เห็น “ทิศทางลม” ว่าสังคมคิดอ่านกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อย่างไร รวมทั้งจะได้วิเคราะห์แนวโน้มผลประชามติที่จะออกมาได้แม่นยำมากขึ้นมาตอนนี้
ดังจะเห็นว่าหลายต่อหลายประเด็นที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยจากฝ่ายต่างๆ อย่างกว้างขวาง และล้วนแต่มีผลต่อการลงประชามติ
ไล่มาตั้งแต่ประเด็นระบบเลือกตั้งที่ใช้การลงคะแนนบัตรเดียว คำนวณทั้ง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อที่ถูกมองว่าขัดความรู้สึกและลิดรอนสิทธิของประชาชน เมื่อการลงคะแนนเลือกตั้งที่ผ่านมาหลายพื้นที่จะพบว่า ชาวบ้านเลือก สส.เขตพรรคหนึ่ง กับเลือก สส.บัญชีรายชื่ออีกพรรคหนึ่ง
ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องนายกฯ คนนอกที่กำหนดให้พรรคการเมืองเสนอ 5 รายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกฯ ให้ประชาชนได้พิจารณา ไปจนถึง “กลไก” ใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่คล้ายกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) เดิม ซึ่งเริ่มมีเสียงดักคอไม่เห็นด้วยตั้งแต่ปรากฏสัญญาณว่าเตรียมผลักดันให้บรรจุอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ดังนั้น การรอเวลาเพื่อให้ทุกอย่างมีความชัดเจน ได้เห็นรูปร่างหน้าตาร่างรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาอย่างไร ย่อมจะทำให้สามารถชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย รวมทั้งเสียงต้านเสียงหนุนได้ชัดเจนขึ้น
ประการต่อมา นอกจากเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว อีกด้านหนึ่งยังต้องพิจารณา “อารมณ์สังคม” ประกอบการตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นแง่ความเชื่อมั่น คะแนนนิยม ที่มีต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปจนถึงพลังของกลุ่มต้าน คลื่นใต้น้ำในเวลานั้น
ทั้งหมดจะได้นำมาประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนด “กติกา” ว่าต้องใช้ “เสียง” เท่าไหร่ถึงจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ไม่ว่าจะเป็นครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ หรือผู้มีสิทธิ ไปจนถึงรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ โดยเฉพาะขั้นตอนต่อไปในกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ
อีกประการที่ทำให้ คสช.ยังไม่อาจผลีผลามรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพราะหากรีบแก้ไขตอนนี้ย่อมอาจถูกตีความไปต่างๆ นานา และกระทบไปถึงการลงประชามติในอนาคต
เริ่มตั้งแต่หากรีบกำหนดกติกาตั้งแต่ตอนนี้เผื่อไว้ในกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ย่อมถูกมองว่าเป็นแผนของ คสช.ที่ต้องการยื้ออยู่ในตำแหน่งเพราะรู้อยู่แล้วว่าสุดท้าย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ผ่านประชามติ จนทำให้ต้องดึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวออกไปก่อน
แน่นอนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ทุกอย่างก็สามารถเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปที่ให้ไว้เป็นสัญญาประชาคมก่อนหน้านี้
แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ หากร่างรัฐธรรมนูญต้องมาสะดุดในชั้นการทำประชามติ “ทางเลือก” ที่จะเดินต่อไปนับจากนั้นล้วนแต่เต็มไปด้วยแรงเสียดทานทั้งสิ้น
กรณีแรกกำหนดให้มีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นรอบที่ 3 ซึ่งเป็นไปได้ยากแถมยังต้องเผชิญกับแรงต่อต้านอย่างหนัก เพราะต้องถูกมองว่าเป็นการต่อเวลาของ คสช.ไม่ว่ารอบนี้จะตีกรอบเวลาให้การร่างรัฐธรรมนูญลงมาจากเดิมมากแค่ไหนก็ตาม
ยังไม่รวมกับปัญหารุมเร้าต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงทุกวัน ยิ่งมีแต่จะฉุดให้การอยู่บริหารราชการในช่วงนั้นยากลำบากมากขึ้น
กรณีถัดมากำหนดให้หยิบร่างรัฐธรรมนูญในอดีตมาปัดฝุ่นใช้ เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งและให้รัฐบาลใหม่ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณาว่าจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ
แน่นอนว่าทางเลือกนี้ย่อมต้องมีเสียงต้านจากบรรดากองเชียร์ คสช.ที่เคยเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าเป็นชนวนปัญหาที่ทำให้การเมืองติดหล่มมานับสิบปี
การกลับมาใช้รัฐธรรมนูญเก่าไม่ว่าจะเป็นปี 2540 และ 2550 ย่อมมีคนไม่ยอมรับ และทำให้แรงกดดันย้อนกลับมายังรัฐบาล คสช. รวมทั้งรัฐบาลในอนาคต
กรณีถัดมากำหนดให้หยิบร่างรัฐธรรมนูญในอดีตมาปรับแก้ไข ในประเด็นที่เคยถูกมองว่าเป็นปัญหา ก่อนประกาศใช้เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง แต่จุดอ่อนของทางเลือกนี้อยู่ตรงการปรับเปลี่ยนเนื้อหาในรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของ คสช.โดยตรง
ไม่ว่าจะปรับเปลี่ยนเนื้อหาท่อนใด อาจถูกโจมตีว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง หรือวางกลไกต่อท่ออำนาจในอนาคตได้ไม่ยาก
แต่ละทางเลือกเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงการรอจังหวะเวลา เพื่อประเมินทิศทางลมก่อนตัดสินใจย่อมเป็นทางออกที่สุด







