posttoday
เร่งเครื่องดันค้าเสรีอาร์เซ็ป ยก 16 ชาติเอเชียคานทีพีพี

เร่งเครื่องดันค้าเสรีอาร์เซ็ป ยก 16 ชาติเอเชียคานทีพีพี

23 พฤศจิกายน 2558

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ที่ประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า อาเซียน+6 มีมติในที่ประชุมเห็นชอบให้ผลักดันการสรุปกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ให้ได้ภายในปีหน้า 2016 หลังจากที่เริ่มเจรจากันมาตั้งแต่กลางปี 2013

เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า แม้จะต้อง "เลื่อน" ออกไปจากกำหนดเดิมที่วางไว้เพราะไม่ทันภายในสิ้นปี 2015 นี้ แต่สมาชิกทั้ง 16 ประเทศ ประกอบด้วย 10 ชาติอาเซียน ร่วมด้วย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็เอาจริงกับการดันกรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกฉบับนี้ ให้เป็นจริงให้ได้

เพราะศึกการค้าเสรีโลกในทศวรรษใหม่นี้กำลังร้อนแรงจากการแข่งขันของเอฟทีเอใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทั้งความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) กรอบความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนข้ามแอตแลนติก (ทีทีไอพี) รวมไปถึงเอฟทีเอทวิภาคีต่างๆ ที่กำลังทำให้หลายประเทศทั้งในอาเซียนและชาติพันธมิตรนั่งไม่ติด

แน่นอนว่าหัวหอกในการผลักดันอาร์เซ็ปยังคงเป็นจีนที่ต้องการใช้เอฟทีเอของ 16 ชาติอาร์เซ็ป ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันกว่า 17.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นมาคานสมดุลกับทีพีพีของ 12 ชาติสมาชิก ที่นำโดยสหรัฐ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าเกือบครึ่ง หรือประมาณ 30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่ต้องการผลักดันข้อตกลงนี้ และก็ไม่ได้มีเพียงแค่ประเทศไทยเราที่รู้สึกถึงแรงกดดันทางการค้าจนต้องเร่งเดินเกมรับและรุก เพราะใน 16 ชาติอาร์เซ็ปนั้น มีเพียง 7 ประเทศ ที่เลือกตะลุยข้อตกลงการค้าเสรีทั้งสองฉบับ

หมายความว่า ยังมีสมาชิกอีก 9 ประเทศ ที่ไม่ได้ร่วมวงทีพีพีด้วย รวมถึงอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และไทย ทำให้จำเป็นต้องเร่งสนับสนุนอาร์เซ็ปให้มีผลบังคับใช้เป็นเกราะรองรับชั้นแรกก่อนว่า แม้จะร่วมหรือไม่ร่วมขบวนทีพีพี แต่ก็มีตลาดขนาดใหญ่ของจีน อินเดีย ที่มีประชากรรวมกันถึงราว 2,500 ล้านคน รองรับเอาไว้อยู่

ขณะที่ทีพีพีเป็นตลาดขนาด 800 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนทางเศรษฐกิจ 30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อาร์เซ็ปก็จะเจาะตลาดขนาด 3,400 ล้านคน บนขนาดเศรษฐกิจ 17.23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวก่อนหน้าว่า แม้การเปิดเสรีอาร์เซ็ปในภาพรวมจะลดภาษีเหลือ 0% เพียงแค่ 65% ของสินค้าทั้งหมด แต่ก็จะได้เปรียบในแง่ของการสะสมแหล่งกำเนิดสินค้า 40% ที่จะมีความยืดหยุ่นมากกว่ากรอบเอฟทีเอทวิภาคีที่อาเซียนมีอยู่แล้วกับคู่ค้าทั้ง 6 ประเทศ เพราะสามารถใช้วัตถุดิบของประเทศสมาชิกมารวมกับวัตถุดิบของตนเองได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น และเมื่อเทียบกับทีพีพีแล้ว ก็ยังมีความน่าดึงดูดตรงที่จะสามารถเจาะตลาดจีนและอินเดียได้มากขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากความเป็นไปได้ของเอฟทีเอทั้งสองฉบับนี้ จะเห็นได้ว่า ทีพีพีเป็นเอฟทีเอการค้าโลกแห่งศตวรรษใหม่รับเศรษฐกิจนิวนอร์มอลมากกว่า เพราะมีการปกป้องเรื่องสิทธิบัตรและสิทธิแรงงานอย่างจริงจัง จนแทบจะเป็นการยกระดับโครงสร้างทางเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาขึ้นมาจริงๆ แต่ก็มีอุปสรรคต่อการบังคับใช้จริงและการขยายสมาชิกมากกว่าเมื่อเทียบกับฝั่งอาร์เซ็ป โดยเฉพาะปัญหากระบวนการให้สัตยาบันของสหรัฐเอง ที่มีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร

ส่วนประเทศกำลังพัฒนาที่อยากร่วมเป็นสมาชิกก็ต้องชั่งใจว่า จะสามารถยอมรับข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็น 1 ในหัวใจสำคัญของข้อตกลงฉบับนี้ และเป็น 1 ในอุปสรรคสำคัญที่ขวางเอฟทีเอทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับหลายชาติในเอเชียก่อนหน้านี้มาตลอดได้หรือไม่ 

ส่วนฝั่งอาร์เซ็ปนั้น ยังมีการเจรจาไม่ลงตัวกันอยู่บ้างในบางด้าน เช่น ปัญหาเรื่องกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ต้องการให้มีการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-Certification) เพื่อลดต้นทุนในหลายๆ ด้าน แต่หลายประเทศในอาเซียนและอินเดียต้องการให้รับรองจากประเทศที่ 3 ซึ่งเป็นระเบียบที่ใช้กันแพร่หลายในหลายประเทศมากกว่า

ขณะที่ฝั่งการค้านั้น หลังจากที่ 14 ใน 16 ชาติสมาชิก ตกลงยอมรับการลดกำแพงภาษีเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีข้อติดขัดบางประการระหว่างประเทศนอกกลุ่มอาเซียน โดยมีรายงานจากสื่อในอินเดียว่า อินเดียได้ยื่นข้อเสนอใหม่อีกครั้งให้จีน ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ลดภาษีในสินค้าที่มีการค้าขายระหว่างกันเป็น 42.5% อย่างไรก็ตามทั้ง 3 ประเทศสามารถบรรลุความตกลงกันได้แล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะไม่ทำให้กรอบความตกลงอาร์เซ็ปต้องหลุดจากกำหนดภายในปี 2016 ออกไปอีก

ในเวทีประชุมอาเซียนซัมมิตที่มาเลเซียนั้น ก็ยังมีสัญญาณบวกเรื่องการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแข่งขันจาก 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาค คือ จีนและญี่ปุ่น ซึ่งต้องการเข้ามาปักธงในอาเซียนทั้งคู่ โดยจีนและธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (เอไอไอบี) จะให้งบสนับสนุนประเทศด้อยพัฒนาในอาเซียนภายในปี 2016 วงเงิน 560 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังพร้อมปล่อยกู้เพื่อพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แก่อาเซียนด้วย

ขณะที่ญี่ปุ่นร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) สนับสนุนงบ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย โดยจะเริ่มจัดตั้งกองทุนพิเศษจัดการเงินก้อนแรกจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) ในเดือน มี.ค. 2016 เป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อแข่งกับจีนและเอไอไอบี พร้อมยังผ่อนคลายข้อจำกัดในการกู้ยืมเงินเยนแก่ประเทศอาเซียน ที่ต้องการกู้ไปพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐานด้วย

อินโดนีเซียเอง ก็เริ่มมีหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการและภาคเอกชนที่ส่งเสียงไปยังรัฐบาลให้ใจเย็นในเรื่องทีพีพี เพราะอินโดนีเซียยังมีปัจจัยดึงดูดสำคัญทั้งเรื่องแรงงานราคาถูก ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ และมีตลาดในประเทศขนาดใหญ่ จึงน่าจะยังสามารถดึงดูดการลงทุนของต่างชาติได้แม้จะไม่ร่วมทีพีพี โดยที่วางยุทธศาสตร์การส่งออก หันไปกระจายไปยังตลาดใหม่ๆ เพิ่มขึ้นแทน

เมื่อพิจารณาจากอนาคตในระยะสั้นแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายประเทศทั้งที่เป็นภาคีแล้ว หรือยังไม่เป็นภาคีของทีพีพี จะเลือกสนับสนุนให้อาร์เซ็ปเดินหน้าเกิดขึ้นได้จริงมากกว่าจะขัดขวาง และฝากความหวังให้อาร์เซ็ปเป็นเวทีส่งเสริมการค้าและการลงทุนที่สำคัญของซีกโลกเอเชีย

อย่างน้อยที่สุด ก็พอช่วยซื้อเวลาออกไปจนกว่าหลายประเทศจะสามารถตกผลึกได้ว่า จะแข่งขันในโลกการค้าเสรียุคใหม่ด้วยการเร่งปรับตัวให้เป็นไปในกรอบที่ประเทศยักษ์ใหญ่เป็นผู้เขียน หรือร่วมกันหาทางอื่นที่ดีกว่า และไม่ต้องตื่นตระหนกไปกับเกมของมหาอำนาจอยู่ร่ำไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท