
ธรรมาภิบาล ที่ต้องตัด(สิน)ใจ (ตอนที่ 2)
โดย...ธนกร พรรัตนานุกุล
โดย...ธนกร พรรัตนานุกุล
ฉบับที่แล้วได้ฉายภาพถึงคำว่า “Dilemma” ที่เป็นสถานการณ์ที่ยากต่อการตัดสินใจ อันเป็นผลมาจากแต่ละทางเลือกนั้นต่างมีข้อดีและข้อเสีย ส่งผลให้การตัดสินใจ ในบางครั้งเป็นผลดีสำหรับคน
บางกลุ่ม แต่กลับเป็นผลร้ายสำหรับคนบางกลุ่มได้ และได้นำเสนอ
Dilemma 1
Dilemma 2 : Present and Future
โดยปกติแล้ว กรรมการมีหน้าที่ที่จะต้องตระหนักและให้ความสำคัญทั้งในแง่ของผลประกอบการในระยะสั้น และผลประกอบการในระยะยาวของบริษัท (Short-term versus long-term performance) กรรมการที่ดีจะต้องสามารถมองทิศทางในอนาคตให้กับบริษัทได้และริเริ่มที่จะนำพาองค์กรไปให้ถึงจุดมุ่งหมายนั้นผ่านการกำหนดวิสัยทัศน์และทิศทาง กลยุทธ์ที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกัน กรรมการเองก็ต้องให้ความสำคัญกับประเด็นที่เกิดขึ้นในปัจจุบันด้วยเช่นกัน เพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทยังคงมีความสามารถในการแข่งขันอยู่ ภายใต้สภาพแวดล้อมการแข่งขันที่ดุเดือดและคู่แข่งที่มีอยู่รอบด้าน จึงถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ง่ายนัก หากกรรมการจะต้องตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่มีผลกระทบต่อการเติบโตของบริษัทไม่ว่าจะเป็นในระยะสั้นหรือระยะยาวก็ตาม
ความกดดันของคณะกรรมการยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณภายใต้สภาวการณ์ปัจจุบันที่ผู้มีส่วนได้เสียขององค์กรเริ่มเข้ามามีบทบาทและแสดงจุดยืนของตนต่อองค์กรมากขึ้น
แม้กระทั่งหน่วยงานกำกับดูแลเองก็เริ่มให้ความสำคัญต่อบทบาทของผู้มีส่วนได้เสียมากขึ้นเช่นกัน รวมทั้งยังได้ชี้แนะแนวทางให้องค์กรมีการคำนึงถึงผลประกอบการในระยะยาวและความยั่งยืนของกิจการด้วย เป็นเหตุให้จากเดิมที่กรรมการจะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้ถือหุ้น โดยการกำกับดูแลให้ฝ่ายบริหารสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นเพียงเท่านั้น ก็ต้องนำปัจจัยของผู้มีส่วนได้เสียและการวางกลยุทธ์ในระยะยาวเข้ามาพิจารณาร่วมด้วย ซึ่งมักจะเป็นเรื่องที่สร้างความลำบากใจต่อกรรมการอยู่ไม่น้อย
เพราะบางเรื่องนั้นอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้ถือหุ้นต้องการก็เป็นได้
Dilemma 3 : Trust and Challenge
สถานการณ์นี้ย่อมเกิดขึ้นกับกรรมการทุกคน เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่กรรมการจะต้องทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการหรือ CEO โดยปกติแล้วกรรมการจะต้องมอบหมายหน้าที่ต่างๆ ให้ทางฝ่ายบริหารขององค์กรไปดำเนินการต่อ ซึ่งภายหลังจากที่มอบหมายหน้าที่ไปแล้วนั้น
กรรมการที่ดีจะต้องสามารถหาจุดสมดุลให้เกิดขึ้นในการทำหน้าที่กำกับดูแลของตน โดยความสมดุลที่ดีนั้นจะอยู่ระหว่างคำว่า ความไว้วางใจ (Trust) และความท้าทาย (Challenge)
เป็นที่แน่นอนว่า การที่คณะกรรมการไปท้าทายฝ่ายบริหารโดยการตั้งคำถามที่มากเกินไปก็อาจนำมาซึ่งภาวะที่ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ส่งผลให้การทำงานร่วมกันขาดความราบรื่นไปได้ ในทางตรงกันข้าม หากคณะกรรมการมีการเข้าไปกำกับดูแลการทำงานของฝ่ายบริหารที่ไม่เพียงพอ หรือไว้ใจฝ่ายบริหารมากเกินไป ก็อาจนำพาความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดมาสู่องค์กรได้เช่นกัน
ดังนั้น คณะกรรมการจึงต้องหาจุดสมดุลที่เหมาะสมให้เจอ และจุดสมดุลนั้นควรที่จะทำให้การทำงานระหว่างกรรมการและฝ่ายบริหารเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย
Dilemma 4 : Creativity and Compliance
หากกล่าวถึงบริษัท BlackBerry แล้วทุกคนจะต้องนึกถึงบริษัทยักษ์ใหญ่รายหนึ่งที่เคยเป็นผู้นำในตลาดเครื่องมือสื่อสาร แต่ในปัจจุบันนี้บริษัทดังกล่าวกลับต้องเผชิญกับความยากลำบากในการทำธุรกิจ ซึ่งดูเหมือนว่าสาเหตุหลักจะมาจากการที่มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาในตลาดอย่าง Apple หรือ Samsung แต่หากวิเคราะห์เชิงลึกแล้วจะพบว่าปัจจัยหลักที่แท้จริงนั้นมาจากการที่องค์กรมีวัฒนธรรมการดำเนินงานที่กลัวความเสี่ยงนั่นเอง
บริษัทที่ทำธุรกิจทางด้านเทคโนโลยีนั้น แน่นอนว่าความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้มีความเป็นผู้นำในตลาด และเป็นที่จับตามองของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่ง BlackBerry เองก็เข้าข่ายเป็นหนึ่งในบริษัทดังกล่าว
โดยแต่เดิมนั้น BlackBerry เคยมีพนักงานที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ผลิตผลงานใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาดตลอดเวลา โดยผลิตภัณฑ์แทบทุกอย่างได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง แต่เมื่อวันหนึ่งที่บริษัทได้เผชิญกับเหตุการณ์ฟ้องร้องจากบริษัท Software นามว่า NTP ซึ่งได้กล่าวหาว่า BlackBerry ได้มีการละเมิดลิขสิทธิ์ของตน จนนำไปสู่การจ่ายค่าปรับที่มีมูลค่าสูงถึง 612.5 ล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทก็ได้เปลี่ยนวัฒนธรรมการดำเนินงานขององค์กรอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยเป็นบริษัทที่คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ กล้าคิดกล้าเสี่ยง ก็กลับกลายเป็นบริษัทที่คอยระแวดระวังเวลาออกผลิตภัณฑ์ใหม่
เหตุเพราะกลัวว่าจะไปทำผิดตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง จนทำให้ผลิตภัณฑ์ในช่วงหลังๆ ที่ผ่านมาของ BlackBerry ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และไม่สามารถดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้
จากสถานการณ์ข้างต้นทำให้เห็นถึง Dilemma หนึ่งที่คณะกรรมการเองจะต้องให้ความสำคัญและจะต้องหาจุดสมดุลที่เหมาะสมให้ได้ระหว่างการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่กับวัฒนธรรมองค์กรที่ระมัดระวังและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพราะในบางครั้งการที่องค์กรมุ่งหวังในการคิดค้นสิ่งใหม่ หรือพัฒนานวัตกรรมที่ล้ำหน้าอยู่ตลอดเวลาก็อาจนำมาซึ่งสถานการณ์ที่เป็นความเสี่ยงต่อองค์กรได้
ในทางตรงกันข้าม หากองค์กรมีความเข้มงวดกับการปฏิบัติตามกฎและระเบียบมากเกินไป ก็อาจทำให้องค์กรขาดความก้าวหน้าในการพัฒนาสินค้าและบริการของตน ซึ่งประเด็นที่ว่านี้ย่อมเกิดขึ้นกับธุรกิจทุกประเภท แม้จะมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรม โดยบุคคลที่จะต้องทำหน้าที่กำหนดทิศทางก็คงหนีไม่พ้นคณะกรรมการบริษัทที่จะต้องทำหน้าที่กำกับดูแลองค์กรโดยรวม







