
เหตุที่ต้องบัญญัติพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติใน รธน.
การยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20 กำลังงวดเข้ามาทุกขณะ ท่ามกลางความกดดันจากหลายฝ่าย และท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์
โดย...สมาน สุดโต
การยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20 กำลังงวดเข้ามาทุกขณะ ท่ามกลางความกดดันจากหลายฝ่าย และท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ กรณีที่มีบทบัญญัติบางมาตราแสดงความเป็นคณาธิปไตยมากกว่าประชาธิปไตย เช่น บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็น สส.หรือมาจากการเลือกตั้ง แต่เป็นนายทุน ขุนศึกก็ได้ แบบนี้ไม่ต้องเสียเวลายกร่างให้เสียเงินหลวง เอาของเก่ามาปัดฝุ่นแก้ที่มาของนายกรัฐมนตรี แล้วประกาศใช้ก็สิ้นเรื่อง และไม่ต้องไปกังวลว่าจะผ่านประชามติหรือไม่ เพราะเวลาปฏิวัติ รัฐประหาร เขาฉีกฉบับที่ดีที่สุด และที่ผ่านประชามติมามากต่อมากแล้ว
ให้ฟังพระสงฆ์บ้าง
แต่ถ้าจะทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้เข้าตาประชาชนก็โปรดฟังพระสงฆ์บ้าง
เพราะการเคลื่อนไหวของพระสงฆ์และผู้แทนองค์การชาวพุทธ จะทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ มีของใหม่ และถูกใจประชาชนจริงๆคือการบรรจุว่า พระพุทธศาสนาป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ตามที่พระคุณเจ้าทั่วประเทศเรียกร้อง
เรื่องนี้ จริยธรรมโพล สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ทำงานทันที โดยสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือโลกออนไลน์ ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร ต่อกรณีบทบัญญัติดังกล่าว ใช้เวลาทำโพลตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค.-11 พ.ย. 2558 รวมระยะเวลา 1 เดือน ผลสำรวจสรุปว่า ร้อยละ 93.6 เห็นด้วย ที่จะให้มีการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนร้อยละ 6.4 ไม่เห็นด้วย
ในเมื่อเสียงสนับสนุนท่วมท้นอย่างนี้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญจะเพิกเฉย หรือไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวต่อข้อเรียกร้องของผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ได้แล้ว
ล้านชื่อหนุน
ผู้ที่เรียกร้องที่มาแรง ได้แก่ สมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) พร้อมองค์กรภาคีเครือข่ายพุทธ ที่ไปยื่นหนังสือต่อ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่อาคารรัฐสภา 1 เมื่อเช้าวันที่ 11 พ.ย.
ต่อไป ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย นำโดย พระเทพวิสุทธิกวี ที่มีรายชื่อผู้สนับสนุนพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ 1 ล้านรายชื่อแล้วจะไปยื่นให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือบุคคลที่ใกล้ชิด เพื่อให้พิจารณาข้อเรียกร้องในเร็วๆ นี้
เหตุผลว่า ทำไมต้องบรรจุพระพุทธศาสนาไว้ด้วย พระเทพวิสุทธิกวี บอกว่า ในเมื่อประเทศไทยเรามี 3 สถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่รัฐธรรมนูญพูดชัดๆ เฉพาะสถาบันชาติและสถาบันกษัตริย์ ส่วนสถาบันศาสนาโดยเฉพาะพระพุทธศาสนาไม่ชัดเจน ทั้งๆ ประเทศนี้มีชาวพุทธกว่าร้อยละ 90 ถ้าพูดถึงพระพุทธศาสนาในฐานะสถาบันหลักไม่ได้ ก็ควรเลิกสอนเรื่องสถาบันต่างๆ ได้แล้ว และการที่เราเรียกร้องไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในกฎหมายหลักของชาติ และให้เป็นนิตินัย อีกทั้งเป็นหลักประกันความมั่นคงของชาติและศาสนาด้วย
ถ้าไม่ทำตามข้อเรียกร้องชาวพุทธในครั้งนี้ น่าเป็นห่วงว่าการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านหรือไม่ เกรงใจเพื่อน
เมื่อศึกษาภูมิหลังเรื่องนี้ จะพบว่ามีการเคลื่อนไหวให้รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เมื่อคณะราษฎรยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์มาบริหารจัดการเองตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นแม่บท เรื่องนี้ พระสวัสดิ์ วชิรปญฺโญ เขียนบทความเรื่องพระพุทธศาสนากับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (พ.ศ. 2550) อ้างข้อเขียน อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนาที่ศึกษาเอกสารเก่าในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 พบว่า ในร่างเดิม (พ.ศ. 2475) มีข้อความว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำอาณาจักรสยามแต่ถูกตัดออก (โดยอนุกรรมาธิการ) ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณาและลงมติ เหตุผลที่ตัดเพราะเกรงใจเพื่อน
ใครคือเพื่อน บรรณานุกรมของหอสมุด แห่งชาติ อ้างบันทึกของ ปรีดี พนมยงค์ ว่าเมื่อเสร็จการก่อตั้งคณะราษฎรแล้ว ข้าพเจ้ากลับสยามในเดือน มี.ค.ปีนั้น แล้วเพื่อนที่ยังอยู่ปารีสเลือกเฟ้นผู้ที่สมควรชวนร่วมคณะราษฎรต่อไป อีกประมาณ 2-3 เดือน เพื่อนได้ชวน ทวี บุณยเกตุ นักศึกษาวิชาเกษตร และบรรจง ศรีจรูญ ไทยมุสลิม จากอียิปต์ที่มาเยือนปารีส ซึ่งรับภาระจัดตั้งมุสลิมต่อไป อาทิ แช่ม มุสตาฟา (บุตรหัวหน้าอิสลามในไทย ที่รู้จักกันในนาม ครูฟา ต่อมา แช่ม เปลี่ยนนามสกุลว่า พรหมยงค์ คล้ายนามสกุลของข้าพเจ้า)
คนที่ว่านี้คือเพื่อน
เป็นอันว่าพระพุทธศาสนาพลาดจากการเป็นศาสนาประจำชาติ แบบเส้นยาแดงผ่าแปด เพราะเกรงใจเพื่อน
ต้องวีระอาจหาญ
สำหรับการเคลื่อนไหวของชาวพุทธนำโดย ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการมาแล้ว เมื่อร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2550 ครั้งนั้นได้ยื่นข้อเรียกร้องในนามชาวพุทธในวันที่ 17 เม.ย. 2550 แต่ไม่ได้รับการสนองตอบ นอกจากถูกประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เทศน์กัณฑ์ใหญ่ ให้พระเถรานุเถระฟัง สำนวนเทศน์นั้นขนาดไหนไม่ทราบแต่ต่อมาคณะสงฆ์ประกาศลงพรหมทัณฑ์ น.ต.ประสงค์ จากการที่มีท่าทีดูหมิ่นเหยียดหยามข้อเรียกร้องของชาวพุทธ
การเรียกร้องใน พ.ศ. 2558 จึงเป็นการท้าทาย และเป็นการพิสูจน์ความเป็นพุทธมามกะของผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการร่างรัฐธรรมนูญว่าเต็มร้อยหรือไม่ แต่ถ้าเกรงใจเพื่อน ดังที่เคยอ้างเมื่อ พ.ศ. 2475 เราชาวพุทธทั้งมวลต้องไปศรีประจันต์ เพื่อรับประทานแห้วกันต่อไป ดังนั้นเพื่อไม่ให้เปลืองแห้ว กมธ.ไม่ต้องเกรงใจเพื่อน
แต่ต้องประกาศด้วยความวีระอาจหาญว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เพื่อความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติทั้ง 3 ดังพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ว่า
อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก
ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา
ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา
แด่พระศาสนา สมณะ พระพุทธโคดม
ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี
สมณพราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้พอสม
เจริญสมถะ วิปัสสนา พ่อชื่นชม
ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา
คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า
ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา
พุทธศาสนา อยู่ยง คู่องค์กษัตรา
พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน
(จารึกในศาลพระเจ้าตากสินมหาราชวัดอรุณราชวราราม กทม.)







