
หนึ่งเม็ดเพชรน้ำเอก หลวงปู่ตื้อ (จบ)
ถัดจากสัปดาห์ที่แล้ว ภายหลังหลวงปู่ตื้อลงจากดอยเชียงดาวเพื่อมาหาพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์มั่นได้ถามว่า
โดย...เอกชัย จั่นทอง
ถัดจากสัปดาห์ที่แล้ว ภายหลังหลวงปู่ตื้อลงจากดอยเชียงดาวเพื่อมาหาพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์มั่นได้ถามว่า “เป็นอย่างไรมีจริงหรือไม่ น่าอยู่ไหม” หลวงปู่ตื้อ ตอบว่า “ได้เห็นแล้วมีจริงๆ สวยงามมาก น่าอยู่นะครับ ทว่าตอนฉันใบไม้คิดดูแล้วเหมือนควายครับ บ้านคนไม่มีสักหลังไม่รู้จะบิณฑบาตที่ไหน ลมก็แรงพัดหูพัดตา ถ้าอยู่ในถ้ำก็สบายดี”
ท่านพระอาจารย์มั่น จึงพูดขึ้นว่า “ทำไมพวกเราจึงไม่พากันเลยไปดูบ่อน้ำทิพย์ที่หลังถ้ำด้วย ว่ากันว่าถ้าใครได้อาบได้กินแล้วอายุจะยืนยาวสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้หลวงปู่ตื้อตอบท่านพระอาจารย์มั่นว่ากระผมขึ้นไปเหมือนกัน แต่พอขึ้นไปหลังเขาบนถ้ำปรากฏว่ามีหน้าผาชันขึ้นไปอีกจึงสังเกตดูรอบๆ ไม่เจอพบทางขึ้น ถ้าไม่เช่นนั้นคงเหาะลงมาหาพระอาจารย์มั่นแล้ว พวกเราไม่มีบารมีมากพอที่จะเหาะได้ จึงได้ปีนเขาลงมาจนเท้าแตกกันหมด
ครั้นเมื่อเดินออกจากถ้ำเชียงดาว ท่านพระอาจารย์มั่นเดินกัมมัฏฐานขึ้นไปทางเมืองพร้าว มีผู้ร่วมเดินธุดงค์ในครั้งนี้ด้วยคือหลวงปู่แหวนกับหลวงปู่ตื้อติดตามไปด้วย เดินได้ระยะพอควร พอถึงทางที่มีช่องแคบและเล็ก จะต้องไต่ขึ้นไปบนเขา ก็พอดีไปเห็นช้างเชือกหนึ่ง กำลังง่วนกินใบไม้ใบหญ้า มีลำตัวขนาดใหญ่มาก น่าจะเป็นของชาวแม้วที่เลี้ยงปล่อยไว้ตามป่าเขา ซึ่งเป็นเส้นทางที่ต้องไปเมืองพร้าวและไม่มีทางหลีกเลี่ยง หรือลัดเลาะไปทางอื่นได้
การเดินทางกัมมัฏฐานครั้งนี้เหมือนจะเจออุปสรรค ในที่สุดพระทั้ง 3 รูป ได้ปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไร ท่านพระอาจารย์มั่นได้บอกให้หลวงปู่ตื้อลองไปพูดคุยกับช้างตัวนั้น หลวงปู่ตื้อร้องบอกกับช้างว่า “พี่ชายเราขอพูดด้วย” แต่เหมือนช้างเจ้าปัญหาตัวนั้นจะไม่ได้ยินเสียงที่ตะโกนเรียกไป จึงตะโกนย้ำอีกว่า “พี่ชายเราขอเดินบ้าง” ครั้งนี้ดูท่าสำเร็จ ช้างตัวนั้นหันหน้ามามอง จึงย้ำอีกว่าพวกเราขอทางเดินหน่อยพี่ชาย กลัวพี่ชายมากพูดจบลง ช้างตัวนั้นก็รีบหันหน้าเข้ากอไผ่เอางวงและงายาวๆ สอดใส่กอไผ่ เสมือนว่าช้างตัวนั้นยอมให้เดินผ่านแล้ว และช้างตัวนั้นก็ก้มหัวลง
หลวงปู่ตื้อเดินนำหน้า ตามด้วยท่านพระอาจารย์มั่น และปิดท้ายด้วยหลวงปู่แหวน ต่างพากันเดินผ่านกันช้างเชือกนั้นไป พอเดินพ้นช้างตัวนั้นได้ไม่กี่ก้าว ตะขอกลดหลวงปู่แหวนดันไปเกี่ยวกับกิ่งไผ่เข้า ปลดอย่างไรก็ไม่ออกจนเหงื่อท่วมจีวร ช้างก็กลัว ส่วนท่านพระอาจารย์มั่นและหลวงปู่ตื้อก็เดินนำไปไม่ได้มองกลับหลังมาเลย
สักพักท่านพระอาจารย์มั่นเหลียวหลังมาดู แต่ไม่พบหลวงปู่แหวน สอบถามหลวงปู่ตื้อก็ไม่ได้ความว่าหายไปไหน จึงได้พากันเดินย้อนกลับไปพบหลวงปู่แหวนกำลังพยายามปลดตะขอกลดออกจากกิ่งไม้ จนปลดได้สำเร็จก่อนเดินทางกลับที่พักทันที
ท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่แหวน และหลวงปู่ตื้อ ได้สนทนาถึงช้างตัวนั้นว่า ถือเป็นสัตว์ที่น่ารักมาก มันเป็นสัตว์ที่มีคุณธรรมอยู่ในใจ แต่มันไม่สามารถพูดออกมาเป็นภาษามนุษย์ได้ แต่กลับแสดงออกทางอากัปกิริยาให้เห็นแทน ในช่วงที่สนทนากันอยู่หลวงปู่แหวนได้บอกกับท่านพระอาจารย์มั่น ว่า ช่วงที่เราเดินผ่านช้างตัวนั้น เราได้กำหนดจิตลงในช้างบ้างไหมว่าช้างตัวนั้นคิดอะไรอยู่ ในขณะที่พวกเรากำลังเดินผ่านตลอดจนที่ท่านอาจารย์ตื้อขอทางช้าง ทีแรกช้างตัวนั้นเหมือนจะทำร้าย ที่สุดก็ยอมให้เราผ่านไป
พร้อมแซวหลวงปู่ตื้อด้วยว่า มีคำพูดแปลกพิสดารสามารถส่งสารกับช้างตัวใหญ่ได้ ทั้งยังชมยอหลวงปู่ตื้อ หากไม่กลับไปรับในช่วงที่พัลวันกับการปลดตะขอ ไม่งั้นคงแย่คงยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้นแน่ๆ
ยังมีเหตุการณ์เมื่อครั้งหลวงปู่ตื้อได้เข้าไปในถ้ำหลวงเชียงดาว ปกติถ้ำแห่งนี้มีคนเข้าไปเพียงไม่เกิน 2 กิโลเมตรเท่านั้น แต่หลวงปู่ตื้อได้เข้าไปสำรวจในถ้ำจนทั่วใช้เวลากว่า 7 วัน พร้อมนำอาหารเข้าไปเป็นเสบียง แต่ท่านเข้าไปพร้อมพระอีก 1 รูป คืออาจารย์อินทวัง ทั้งสองมุ่งหวังเพื่อต้องการแท่นหลวงคำแดง ไม่ใช่การเข้าไปขุดหาสมบัติ สุดท้ายระยะทางที่ไกลทำให้เสบียงอาหารหมด ท่านทั้งสองรูปจึงกลับออกมาและไม่ได้เห็นแท่นหลวงคำแดง
นอกจากนี้ เมื่อครั้งหลวงปู่ตื้อจำพรรษาที่ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ คืนวันหนึ่งมีเทวดาตนหนึ่งห่มผ้าขาวคล้ายชีปะขาวลอยมาในอากาศในขณะที่หลวงปู่ตื้อกำลังเดินจงกรม แต่เทวดาตนนั้นเห็นท่านเดินจงกรมจึงลอยไปหยุดอยู่บนยอดไม้ใหญ่ หลวงปู่ตื้อก็เดินกลับไปกลับมา แต่เทวดาตนนั้นยังลอยนิ่งอยู่บนนั้น
ท่านอาจารย์จึงพูดขึ้นว่าเทวดาผู้มีศีลธรรม ทำไมจึงทำเช่นนั้น ทำไมไม่ลงมากราบไหว้ล่ะ เทวดาตนนั้นก็นิ่งเฉย หลวงปู่ตื้อก็ถามอีกว่า เป็นฤาษีหรือพระอรหันต์ หรือพระโพธิสัตว์ เทวดาตนนั้นก็ยังเฉยอยู่ จากนั้นเทวดาตนดังกล่าวก็ได้กางแขนออกแล้วทำการบุ้ยใบ้มาทางหลวงปู่ตื้อแล้วได้แบมือออก โดยบนฝ่ามือเทวดาตนนั้นมีรูปดอกบัวอยู่ด้วย ท่านจึงถามอีกว่า เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าหรือไม่ เทวดาตนนั้นก็ลอยหนีไป
เรื่องราวและเหตุการณ์ที่กล่าวเขียนมาทั้ง 3 ตอนนี้สารพัดความทรงจำที่ทดสอบความอดทนในการเพียรภาวนาของหลวงปู่ตื้อ แม้ว่าอุปสรรคจะหนักหนาสาหัสเพียงใด ด้วยคุณธรรมก็จะฝ่าฟันปัญหาตรงหน้าไปได้ เหมือนหลายต่อหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเดินธุดงค์ไปตามป่าเขา ด้วยที่ถดถอยชราภาพลงเรื่อยๆ กำลังวังชาอาจไม่ปกติเหมือนเดิม เรื่องการปฏิบัติกัมมัฏฐานจึงลดลง แต่เรื่องคุณธรรมในตัวหลวงปู่ ไม่มีวันลดน้อย หรือจางไปตามสังขาร







