
การเมืองไทยฉบับโลกเศร้า
“หลังเลือกตั้งในปี 2560 การเมืองไทยจะดีขึ้น?” คนที่ “โลกสวย” ก็เชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น รวมถึง “ฝันสวยๆ” ต่อไปอีกว่า
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
“หลังเลือกตั้งในปี 2560 การเมืองไทยจะดีขึ้น?”
คนที่ “โลกสวย” ก็เชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น รวมถึง “ฝันสวยๆ” ต่อไปอีกว่า จะมีสิ่งอื่นๆ ดีขึ้นตามไปด้วย เช่น เศรษฐกิจ และสังคม เป็นต้น สำหรับคนที่ “โลกเศร้า” อาจจะไม่เชื่ออย่างนั้น ทั้งยัง “ฝันร้าย” ถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่อาจจะเกิด “หายนะ” ตามมาได้
วันนี้เราจะไปคุยกับพวกโลกเศร้าสัก 3-4 คน
คนแรกเป็นแม่ค้าวัยกลางคน เปิดร้านขายข้าวแกงอยู่แถวถนนวิภาวดี เคยไปร่วมชุมนุม กปปส. ผู้เขียนไปอุดหนุนเป็นประจำเพราะอยู่ใกล้บ้านและคุยถูกคอกัน วานซืนก็ไปอุดหนุนอีก ก็เลยถามแกว่าอยากให้มีเลือกตั้งเร็วๆ ไหม
แกตอบว่าทำไมต้องรีบร้อน ให้บ้านเมืองเรียบร้อยก่อนไม่ดีกว่าหรือ ต้องปราบไอ้พวกนักการเมืองเลวๆ ให้หมดก่อน จำนำข้าวนี้ต้องเอาเข้าคุกไปก่อน คดีเผาบ้านเผาเมืองมาตรา 112 อะไรเหล่านี้ต้องจัดการให้สิ้นซาก ไอ้คนที่ดูไบต้องมารับโทษ ท่านประยุทธ์ต้องดูแลบ้านเมืองให้ดี ถ้าทหารทำไม่ได้ เลือกตั้งไปก็ไม่มีใครทำได้ ไม่ต้องมีเลือกตั้งก็ได้ถ้าทหารปกครองดี ฯลฯ
คนที่สองเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยย่านชานเมืองท่านหนึ่ง ที่เพิ่งไปออกรายการโทรทัศน์ช่องดาวเทียมด้วยกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอนที่คุยกันในรายการเราก็ถ้อยทีถ้อยเจรจา พยายามไม่ให้รายการเขาเสียหาย พอดีในรายการเป็นเรื่องการเลือกตั้งแบบแบ่งสรรปันส่วนและโชว์ชื่อนายกรัฐมนตรี 5 คน พอจบรายการเราจึงออกมาคุยกันต่อ
อาจารย์ท่านนี้บอกว่า การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ดูไม่ออกว่าจะจบลงอย่างไร อย่างเช่นระบบเลือกตั้งก็ปรับไปมา 2-3 รอบ เรื่องโชว์ชื่อนายกฯ นี้ก็ลึกซึ้งเหลือประมาณ แต่ที่สำคัญเขาไม่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญจะเป็นไปตามที่คณะกรรมการร่าง หรือ กรธ.นี้ พยายามโยนก้อนหินถามทางจนคนหัวโนเต็มบ้านเต็มเมือง แต่น่าจะอยู่ที่ คสช.นั่นแหละว่าท่านจะเอาด้วยหรือไม่
“รัฐธรรมนูญที่จะได้ใช้คือ ฉบับที่ คสช.ร่างเองนั่นแหละ” ท่านฟันธง
คนที่สามเป็นอดีตนักการเมือง (และในอนาคตก็ยังอยากเป็นนักการเมือง) ท่านว่าแม้ท่านจะอยู่ในพรรคการเมืองเล็กๆ ท่านก็ไม่เป็นกังวลว่าจะมีการเลือกตั้งแบบไหน นายกฯ จะมาจากกระบอกไม้อะไร เพราะท่านเชื่อใน “หัวไอ้เรือง” ของนักการเมืองไทยว่าจะต้องฝ่าฟันหาทางเอาตัวรอดไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ข้อสำคัญอยู่แค่ว่า “ต้องเข้าหาผู้มีอำนาจสูงสุด”
ท่านบอกว่าประเทศไทยคงต้องมีพรรคเล็กพรรคน้อยไปอย่างนี้แหละ ตอนเลือกตั้งก็ต่างคนต่างไป (หาเสียง) แต่เลือกตั้งมาแล้วก็สามารถรวมตัวกันได้โดยเร็ว พรรคใหญ่ถ้าเล่นตัวนักก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรคเล็กถ้าเล่นตัวมากไปก็จะได้ตำแหน่งไม่ดี นโยบายตอนหาเสียงไม่สำคัญ อยู่ที่ว่าเมื่อตั้งรัฐบาลแล้วจะ “ขับเคลื่อน” ไปด้วยกัน (และกินด้วยกัน) อย่างไรมากกว่า
“ไม่ต้องมีพรรคการเมือง ไม่ต้องให้เงินอุดหนุนส่งเสริม สิ้นเปลืองงบประมาณและภาษีอากร พรรคการเมืองไทยเป็นแค่ก๊วนนักเลือกตั้ง พรรคใหญ่มากก็โกงมากกินมาก ฯลฯ”
คนที่สี่เป็นอดีตมือกฎหมายของรัฐบาลเมื่อสมัยที่ไม่นานมานี้ ท่านวางท่าอย่างสุขุมก่อนที่จะใช้มีดหั่นกุ้งเผาขนาดครึ่งกิโลเป็นชิ้นเล็กๆ เข้าปาก ในงานเลี้ยงหรูหราเย็นวันหนึ่ง
“อื่ม... น้องสอนรัฐศาสตร์มาเป็นสิบๆ ปียังมองการเมืองไทยไม่ออกหรือ”
“เอ้า... เป็นลูกศิษย์ซือแป๋สวนพลูแล้วยังมองไม่เห็นอีกหรือ”
ครับ สมกับที่เป็นนักกฎหมายระดับบรมครู เพราะท่านต้องปรามาสราษฎรและคนอื่นๆ ที่มาปรึกษาหารือในข้อกฎหมาย (รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วยนั้น) ว่า “โง่” กว่าท่านเสมอ
“เอาง่ายๆ นะ รัฐธรรมนูญนี้จะเหมือนพระแม่อุมาเทวี คือมีร่างอยู่ 2 ร่างในร่างเดียวกัน” ท่านกระดกไวน์จนหมดแก้ว ก่อนที่จะรจนาออกมาเป็นบทกวีว่า
“ร่างแรกสวยงามผ่องพรรณ เป็นนางสวรรค์ คือองค์อุมาเทวี
อีกร่างพระแม่กาลี อาบโลหิตบัดสี หัวกะโหลกร้อยสร้อยประคำ”
เหมือนว่าท่านจะเมาจนพูดอะไรไม่รู้เรื่อง แต่คำอธิบายท่านน่าฟังนัก ท่านเชื่อว่ารัฐธรรมนูญนี้ในส่วนที่เป็นเนื้อหาถาวรจะมีความเป็นประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง จะประกาศไว้ด้วยสิทธิเสรีภาพอย่างกว้างขวาง โครงสร้างกลไกของรัฐที่สมดุล ระบบรัฐสภาและรัฐบาล ที่มีประสิทธิภาพ การบริหารราชการในส่วนกลางและการปกครองท้องถิ่นทำงานสอดคล้องกันดีมาก”
“ประชาธิปไตยแบบเอเธนส์จะมาสู่เมืองไทยเลยหละน้องเอ๋ย” (คือประชาธิปไตยโดยตรงที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่) “กระบวนการยุติธรรมนี่เจ๋งเป้งเลย ตำรวจสืบสวนจับกุม อัยการสอบสวนประมวลความ ศาลไต่สวนทวนความย้ำพยานหลักฐาน ปฏิรูปใหม่หมด”
“ข้าวผัดในคุกต้องราคาเท่ากับร้านค้าแผงลอยข้างนอก” ท่านหัวเราะก่อนจะพูดต่อว่า
“แต่ในบทเฉพาะกาลนี้แหละมารร้ายจริงๆ”
“ไม่ต้องมี คปป.ให้อุจาดบาดตาหรอก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นี่แหละที่จะรองรับความชอบธรรมทุกอย่างให้กับ คสช. เรื่องตั้งไม่เรียบร้อยเหรอ สนช.เสนอเรื่องด่วนให้เลือกตั้งใหม่ก็ยังได้ กกต.จะมากล้าหืออะไร เพราะบทเฉพาะกาลนี้จะเขียนรุกราน เอ๊ย ป้องกันไว้หมด เลือกตั้งเข้ามาแล้วหานายกฯ ไม่ได้ จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ คสช.สั่ง สนช.จัดให้ ก็ให้ สนช.นั่นแหละเข้าควบคุมสภา โดยให้ สนช.มีอำนาจทุกอย่างในกระบวนการนิติบัญญัตินั้นไว้ จนกว่าสภาที่มาจากการเลือกตั้งจะจัดตั้งรัฐบาลได้เรียบร้อย บางทีบทเฉพาะกาลอาจจะกำหนดไว้ด้วยอีกว่า ในกำหนดเท่านั้นเท่านี้วันถ้าตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็ให้ไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่”
“อ้าว ไหงทำอย่างงั้นหละ” ผู้เขียนยิ่งฟังยิ่งงง
“ตรรกะง่ายนิดเดียว ถ้าพี่เป็น คสช.นะ พี่ก็จะบอกว่าเมื่อให้ท่าน (คนไทย) ทั้งหลายได้มีการเลือกตั้งอย่างที่เรียกร้องมาโดยตลอดนั้นผ่านไปแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหา พรรคการเมืองตกลงกันไม่ได้ จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ บ้านเมืองไม่เรียบร้อย ก็แสดงว่ากติกาของบ้านเมืองคือกฎหมายเลือกตั้งรวมถึงรัฐธรรมนูญด้วยนั้นมีปัญหา ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขอเวลาเพื่อรับผิดชอบอีกสักระยะหนึ่ง”
ผู้เขียนกลับมาบ้าน อาบน้ำอุ่นสบายๆ พยายามจะเปิดเพลงเบาๆ ให้ง่วงนอน แต่ในหูได้ยินแต่เสียงคนเล่านิทานเรื่อง “หมาป่ากับลูกแกะ” ต่อด้วยเรื่อง “หนูน้อยหมวกแดง”
จบด้วยเพลง “สวรรค์มืด” ของสุเทพ วงศ์กำแหง







