posttoday
ระบบการเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองต้องปรับตัว

ระบบการเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองต้องปรับตัว

22 พฤศจิกายน 2558

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะขจัดปัญหาการทุจริตในทุกรูปแบบกลไกต่างๆ ที่ออกแบบจะเข้มงวดกับปัญหาการทุจริตเป็นอย่างมาก ดังนั้น ถ้าใครคิดว่าจะไปตั้งรัฐบาลและคิดว่าจะไปทำทุจริต จะเจอกับกลไกปราบปรามที่เข้มข้นเป็นอย่างมาก

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย / ธนพล บางยี่ขัน

การร่างรัฐธรรมนูญภายใต้การนำของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ ภายหลังได้มีข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงสร้างทางการเมืองออกมาแล้ว ประกอบด้วย 1.ระบบการเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. และ 3.ที่มาของนายกรัฐมนตรี

โดยทันทีที่คณะ กรธ.ได้นำเสนอประเด็นดังกล่าวต่อสาธารณะส่งผลให้พรรคการเมืองขยับแสดงท่าทีอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องระบบการเลือกตั้ง สส.และที่มาของ สว. ถึงขั้นมีการระบุว่าหากเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้อาจไม่ผ่านการทำประชามติ

“ประพันธ์ นัยโกวิท” กรรมการ กรธ.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ อธิบายกับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงเจตนารมณ์ในการปฏิรูปฝ่ายนิติบัญญัติผ่านการปรับเปลี่ยนที่มาของ สส.และ สว.ไว้อย่างน่าสนใจ

“ระบบการเลือกตั้ง สส.ของไทยตั้งแต่ปี 2475 จนมาถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ใช้ระบบที่เรียกว่าใครได้คะแนนที่หนึ่งก็ชนะไปเลย แต่ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นธรรม ความจริงคะแนนของประชาชนที่ออกมาเลือกตั้งน่าจะมีความหมาย เขาอุตส่าห์มาเลือกผู้แทน น่าจะมีความหมายอะไรสักอย่าง บางทีคะแนนคนที่ได้ที่หนึ่งได้เพียงแค่ 40% คะแนนคนที่ได้ที่สองที่สามที่สี่ที่แพ้แล้วรวมกัน 60% มากกว่าคนที่ได้ที่ 1 เขาเลยพูดว่าไม่เป็นธรรมเท่าไหร่

“รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ให้มี สส.เขต 375 เขต สส.บัญชีรายชื่อ 125 คน แต่พอมาถึงการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เมื่อแปรออกมาเป็นที่นั่ง สส.ก็ยังเกิดการเบี่ยงเบน ไม่เป็นธรรม บางพรรคคนมาลงให้ 40% แต่คำนวณแล้วได้ 45% หรือบางพรรคคนมาลงคะแนนให้ 20% พอมาคำนวณกลับได้ 15% ใครชนะที่ 1 ได้ สส.เขต ทั้งที่รวมคะแนนหมดพรรคที่คนมาลงคะแนนมากกว่ากลับได้ สส.น้อยกว่า”

ประพันธ์ ระบุว่า ตัวเลขที่ไม่เป็นธรรมทั้งหมดนี้ ได้เห็นมาตั้งแต่เป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว จึงคิดว่าควรมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้คะแนนของพรรค การเมืองที่ได้รับนั้นสะท้อนความนิยมของประชาชนอย่างแท้จริง และต้องทำให้ทุกคะแนนของประชาชนมีความหมาย จึงเป็นที่มาของการกำหนดให้มีการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ประชาชนจะสามารถเลือก สส.ระบบเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว

ต่างจากเดิมที่ประชาชนต้องลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งสองใบ โดยให้มี สส.จำนวน 500 คน แบ่งเป็น สส.เขต 350 คน และบัญชีรายชื่อ 150 คน

“ระบบนี้จะเป็นระบบที่คิดคะแนนที่ประชาชนมาลงกับจำนวน สส. ตัวอย่างง่ายๆ เช่น พรรค ก. มีคนมาลงให้ 15 ล้านคะแนน พรรคนี้ได้ 50% เท่ากับว่าพรรคจะต้องได้ สส. 250 คน  ถ้าเกิดพรรค ก. ส่ง สส.ระบบเขตเดียวเบอร์เดียวได้เลือกตั้งมาแล้ว 150 คน จะทำให้ได้ สส.บัญชีรายชื่อจำนวน 100 คน รวมแล้วจะได้ สส. 250 คน

“คะแนนทุกคะแนนของประชาชนจะถูกนำมาคำนวนทั้งหมด ข้อดีของการใช้บัตรใบเดียวคือ ลดการสับสนของประชาชนให้น้อยลงเพราะยกตัวอย่างการเลือกตั้ง 2554 บางพรรคส่งเฉพาะ สส.เขตไม่ส่งบัญชีรายชื่อ บางพรรคส่งแต่ สส.บัญชีรายชื่อไม่ส่ง สส.ระบบเขต ทำให้หาเสียงโชว์ตัวเองอย่างเดียว ส่วนคนไปกาบัตรเลือกตั้งก็ผิด เพราะบางเขตมีแต่ สส.เขต ไม่มี สส.บัญชีรายชื่อ จึงมีบัตรเสียในการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 คิดเป็น 5% หรือประมาณ 2 ล้านใบ ซึ่งถือว่าเสียเยอะมาก แต่ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่กาใบเดียว สส.เขต ไปรวมเป็น สส.บัญชีรายชื่อ

“บางทีพรรคการเมืองบางคนคุ้นแบบเดิม แต่ถ้าระบบนี้ออกมาพรรคการเมืองผู้สมัครต้องปรับตัวจะมาคิดว่าเสียงดี ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้ แต่ต่อไปนี้ไม่ได้แล้ว พรรคต้องส่งคนที่เป็นคนในพื้นที่รู้จัก เข้ากับชาวบ้านได้อธิบายนโยบายพรรคได้

ส่งคนลง สส.เขต แต่อธิบายนโยบายพรรคไม่ได้ เขาอาจจะไม่เลือก เลือกไปคะแนนให้พรรคด้วย แต่ สส.คนนี้ไม่เห็นบอกนโยบายเขาก็อาจจะไม่เลือก ฉะนั้นต่อไปพรรคการเมืองต้องปรับตัว ต้องหาเสียงว่าตัวเองอยู่พรรคนี้มีนโยบายอะไรบ้าง ไม่สามารถหาเสียงให้แค่ตัวเองได้”

ประพันธ์ ยังมีความเห็นว่า ข้อดีอีกข้อของการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวคือ ช่วยให้ กกต.จัดการเลือกตั้งง่าย จากเดิมมีบัตรเลือกตั้งสองใบรวมประมาณ 50 ล้านใบ เป็นเงินหลายร้อยล้านบาท นอกจากนี้ยังช่วยลดงบประมาณในเรื่องบุคลากรได้ด้วย จากเดิมมีกรรมการประจำหน่วย 9 คน เพราะต้องดูทั้งการเลือกตั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ

ทั้งนี้ เมื่อใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวจำนวนของกรรมการประจำหน่วยจะลดลงได้อีกหน่วยละ 2 คน โดยจำนวนของหน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งเมื่อวันที่  2 ก.พ. 2557 มีประมาณหนึ่งแสนหน่วย ระบบเลือกตั้งใหม่จะช่วยลดกรรมการประจำหน่วยได้หน่วยละ 2 คน ก็จะคิดเป็นถึง 2 แสนคน ไม่เพียงเท่านี้ ยังช่วยลดงบประมาณค่าเบี้ยเลี้ยงได้ถึง 200 ล้านบาท

“มีปัญหาที่คนยังไม่เข้าใจคือการตัดสิทธิประชาชน นี่ไม่ใช่การตัดสิทธิประชาชนเลย ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจง่ายสะดวกที่สุด ผลโพลออกมาทุกโพล กรุงเทพโพลล์ ดุสิตโพล นิด้าโพล  ออกมาตรงกัน บางโพลกว่า 80% เห็นด้วยกับการใช้บัตรใบเดียว ประชาชนบอกเข้าใจง่าย โพลถามว่าประชาชนไปเลือกตั้ง ดูคนหรือดูพรรค กว่า 50% บอกดูทั้งคนและพรรค

“ฉะนั้น ถ้าใช้ระบบนี้ พวกพรรคการเมือง นักการเมืองต้องปรับตัว จะมาโวยวายบัตรสองใบไม่เป็นธรรม มันไม่ใช่ ทุกพรรคต้องปรับตัว อย่าคิดว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบ ระบบนี้เท่ากันหมดทุกพรรค พรรคไหนจะได้ที่นั่งน้อยลง มากขึ้น เราไม่ได้สนใจ เราดูว่าระบบนี้ตรงหลักคิดเป็นธรรมไหม

“ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะขจัดปัญหาการทุจริตในทุกรูปแบบ กลไกต่างๆ ที่ออกแบบจะเข้มงวดกับปัญหาการทุจริตเป็นอย่างมาก ดังนั้น ถ้าใครคิดว่าจะไปตั้งรัฐบาลและคิดว่าจะไปทำทุจริตจะเจอกับกลไกปราบปรามที่เข้มข้นเป็นอย่างมาก

“เช่นเดียวกับพรรคการเมือง ถ้าส่งผู้สมัคร สส.เขตไปทุจริตเลือกตั้งและเกิดถูกจับได้ จะกระทบกับการนับคะแนน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคด้วย คือ เมื่อถูกจับได้ก็ต้องมีการสั่งเลือกตั้งใหม่ ซึ่งประชาชนอาจเห็นว่าพรรคนี้ทุจริตและไม่กลับเลือกอีก คะแนนก็จะลด จะกระทบต่อจำนวนคะแนน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคด้วย”

ระบบการเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองต้องปรับตัว

ขณะที่ เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างของวุฒิสภา “ประพันธ์” คาดว่า สว.จะมีจำนวน 200 คนเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยหลักการวุฒิสภาควรมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายและกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การตั้งกระทู้ถาม การตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเปิดอภิปรายรัฐบาลโดยไม่มีการลงมติ ขณะเดียวกันยังให้มีอำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระ

“แต่สำหรับอำนาจในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งนั้นคิดว่าเป็นเรื่องในทางการเมืองพอสมควร และที่ผ่านมาวุฒิสภาก็ไม่เคยถอดถอนใครได้ เพราะมีความเป็นการเมือง จึงคิดว่าควรให้เรื่องการถอดถอนมีลักษณะเป็นคดีที่ต้องไปพิจารณาที่ศาลดีหรือไม่ เหมือนกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรี ดังนั้น หากใครดำเนินการที่ส่อขัดกับรัฐธรรมนูญก็อาจต้องไปพิจารณาในศาลว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่

“พออำนาจ สว.เป็นแบบนี้เลยมาคิดว่าจะให้ สว.มาจากการเลือกตั้งเหมือน สส.ไม่ได้ เพราะ สว.ไม่มีอำนาจถอดถอนแล้ว ถ้าให้ สว.มาจากเลือกตั้งก็เป็นปัญหาอีกในเรื่องฐานเสียง แต่จะให้มาสรรหา สว.แบบในอดีตที่ผ่านมาคณะกรรมการสรรหา 7 คน ก็จะเป็นปัญหาอีกเช่นกัน เลยคิดกันว่าควรให้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมจากภาคส่วนต่างๆ ของประเทศ ให้มาเลือกกันเองว่าจะให้ใครมาเป็น สว.”

ประพันธ์ สรุปว่า เวลานี้กำลังดูอยู่ว่าจะต้องมีภาคส่วนใดในสังคมบ้างที่จะเข้ามาเลือก สว. เช่น กลุ่มสตรี กลุ่มสื่อมวลชน กลุ่มวิชาการ กลุ่มข้าราชการเจ้าหน้าที่ของรัฐ กลุ่มนายจ้างลูกจ้าง กลุ่มผู้บริโภค กลุ่มผู้พิการ เป็นต้น ซึ่งตอนนี้เบื้องต้นคิดว่าน่าจะมีประมาณ 20 กลุ่ม อาจให้เลือกมาจากในพื้นที่แล้วมาพิจารณากันที่ส่วนกลาง

“โครงสร้างวุฒิสภาแบบใหม่จะปลอดจากการเมืองมากขึ้น จากเดิมที่ สว.มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง ซึ่งได้รับเลือกจากฐานเสียงของการเมือง ดังนั้น ถ้าเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมคิดว่าความรุนแรงทางการเมืองจะเข้ามาในวุฒิสภาน้อยกว่า และคิดว่าวุฒิสภาจะมีความเป็นกลางมากขึ้น”

มาร่วมรัฐบาลไม่ใช่มาแบ่งเปอร์เซ็นต์

หลัง กรธ.โยนหินระบบการเลือกตั้ง สส.ออกมา ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย หนึ่งในนั้นคือ กรธ.ไม่ต้องการให้มีพรรคการเมืองได้เสียงข้างมากเด็ดขาดใช่หรือไม่ ซึ่งประพันธ์ตอบว่า "เรื่องนี้อยู่ที่ประชาชน ถ้าประชาชน ลงคะแนนให้พรรค ก. 55% พรรคนี้ก็เป็นเสียงข้างมาก พูดง่ายๆ อยู่ที่ประชาชน อย่างปี  2548 ที่เลือกตั้งครั้งนั้นพรรคหนึ่งได้คะแนนถล่มทลาย ได้ สส. 300 กว่าที่นั่ง ประชาชนเลือกเกินครึ่ง อันนี้ก็เหมือนกันถ้าประชาชนเลือกเกินครึ่ง เกิดชอบพรรคนี้ ผู้สมัครเขตนี้มาก เกิดได้ 55% ก็เป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่ถามว่า ถ้าประชาชนมาลงคะแนน รวม 48% แล้วคุณได้ สส.รวมเป็น 55% ก็ไม่ถูก เหมือนว่าไม่เป็นธรรม"

"ดังนั้น เมื่อระบบนี้ออกไปพรรคการเมืองต้องปรับตัวคือ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าพรรคเราใหญ่กว่าพรรคอื่นจะไม่ยุ่งกับใครไม่ได้ หรือตั้งกลุ่มแบ่งค่ายก็ไม่ได้ ถ้าระบบนี้คิดคะแนนจากประชาชนก็ต้องถือว่าประชาชนเลือกมา พรรคเล็กก็ต้องปรับตัว ส่งผู้สมัครลง สส.เขตมากขึ้น หาสมาชิกมากขึ้น และส่งผู้สมัครในเขตที่ตัวเองคิดว่าจะได้คะแนนรวมแล้วก็จะได้ สส.บัญชีรายชื่อ เหมือนที่นิวซีแลนด์

"พอระบบนี้ออกไปพรรคการเมืองเขาก็จะปรับตัวเข้าหากัน การทำงานในสภาจะไปยึดมั่นว่าตัวเองเป็นฝ่ายรัฐบาลฝ่ายค้านไม่ได้ เพราะต้องพยายามปรับตัวเข้าหากัน"

เมื่อเป็นรัฐบาลผสมก็จะมีปัญหาความขัดแย้ง ทำให้เกิดปัญหาเสถียรภาพของรัฐบาลตามมาอีก? ประพันธ์ แสดงความเห็นว่า "ถึงต้องบอกไงว่าทุกคน พรรคการเมือง นักการเมือง ต้องปรับตัว ถามว่าทำไมเยอรมนีเป็นรัฐบาลผสมมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำไมเขาบริหารประเทศจนเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในยุโรป ที่เขาทำได้ เพราะทุกพรรคที่มาเป็นรัฐบาลเอานโยบายของตัวเองมาทำงานร่วมกัน และทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนและส่วนรวม

"ต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ ไม่ใช่มาร่วมรัฐบาลเพื่อมาแบ่งเปอร์เซ็นต์ ถ้ามาร่วมรัฐบาลเพื่อแบ่งเปอร์เซ็นต์ก็ทะเลาะกัน ต้องเปลี่ยนทัศนคติด้วย ต้องมาทำงานร่วมกันเพื่อประชาชน พรรคไหนมีนโยบายที่ดี มีโครงการที่ดีก็เอาร่วมกันและทำเพื่อประชาชนเหมือนในต่างประเทศ"

ระบบเลือกตั้งที่เปลี่ยนไปจะช่วยให้การเมืองมีทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่? ประพันธ์ เชื่อว่าเราก็คิดว่าอย่างน้อยที่สุด 1.การเลือกตั้งใหม่ มีความเรียบง่ายกว่า ประหยัดงบประมาณ และประชาชนมีความเข้าใจง่าย

"ระบบการเลือกตั้งจะเกิดระบบเผด็จการเสียงข้างมากหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ประชาชน ถ้าเลือกใครมาเยอะ พรรคนั้นก็เป็นรัฐบาลพรรคเดียว เพียงแต่เมื่อได้อำนาจรัฐมาแล้วก็อย่าไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเท่านั้น" ประพันธ์ สรุป

ระบบการเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองต้องปรับตัว

ประชาชนชี้ชะตา รธน.ผ่าน-ไม่ผ่านประชามติ

นอกเหนือไปจากเรื่องการวางโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตาและวิพากษ์วิจารณ์แล้ว ยังมีเรื่องโครงสร้างฝ่ายบริหารที่กำลังถูกเพ่งเล็งเช่นกัน ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้วางรูปแบบการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีแล้ว

ประพันธ์ นัยโกวิท ในฐานะ กรธ.คนหนึ่ง อธิบายว่า การที่เรากำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีก่อนนั้น ไม่ได้มีเจตนาจะเปิดทางให้คนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคการเมืองเป็นฝ่ายที่กำหนดอยู่แล้วว่าจะให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี

“ถ้าพรรคการเมืองไม่ต้องการให้คนนอกมาเป็นนายกฯ พรรคก็บอกเลยว่าไม่เอา และเสนอเฉพาะคนที่เป็นสมาชิกพรรคเท่านั้น แค่นี้คนนอกก็เข้ามาไม่ได้ ถ้าเกิดพรรคไหนมีคนนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคและหลายคนสงสัย เข้ามาประชาชนก็ไม่เลือก พูดง่ายๆ ถ้าเกิดมีพรรคเสนอชื่อใครที่อาจมาฉวยโอกาสสืบทอดอำนาจอย่างที่มีคนพยายามคิด ประชาชนก็จะไม่เลือกพรรคนั้น อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าพรรคจะส่งแต่คนของพรรคตัวเองมาเป็นนายกฯ”

ขณะเดียวกัน การปฏิรูปฝ่ายบริหารของ กรธ.ในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการเข้าสู่ตำแหน่งของบุคคลเท่านั้น แต่ กรธ.กำลังพิจารณาไปถึงการบริหารงานของรัฐบาลด้วยว่าควรมีมาตรการอย่างไรที่จะไม่ให้นโยบายรัฐบาลหรือนโยบายประชานิยมมาสร้างความเสียหายในด้านการเงินการคลังให้กับประเทศ

“ในเรื่องนี้เราคงจะไม่ไปห้ามอะไรเขามากมาย พรรคการเมืองจะหาเสียงก็หาเสียงไป จะบอกว่ารักษาฟรี รถเมล์ฟรีก็ว่ากันไป แต่การหาเสียงในเรื่องลักษณะนี้ต้องมีการอธิบายด้วยว่าคุณจะเอาเงินมาจากไหน จะก่อให้ความเสียหายในด้านวินัยการเงินการคลังหรือไม่

“รายละเอียดต่างๆ คงจะไปกำหนดไว้ในกฎหมายลูก ว่าการหาเสียงแบบนี้อาจต้องมีการอธิบายในรายละเอียดให้ชัดเจน เช่น ถ้าคุณจะทำโครงสร้างพื้นฐาน 3 ล้านล้านบาท อาจต้องส่งข้อมูลมาให้กับบางหน่วยงานพิจารณา อาทิ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อให้ดูเรื่องความคุ้มค่าและความเสี่ยงในการเกิดการทุจริต

“ต่อไปจะมีการออกกฎหมายลูกว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของประเทศ รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศต้องใช้งบประมาณภายใต้หลักการของกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่กู้เงินมาโดยไม่รู้ว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ และไม่รู้ว่าจะใช้คืนอย่างไร ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะเข้ามาวางหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าว

“การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้เลย เพราะถูกควบคุมทุกอย่าง แต่รัฐบาลยังมีอำนาจบริหารเต็มที่ทุกประการ เพียงแต่ต้องอยู่ในกรอบของวินัยการเงินการคลังและต้องไม่มีการทุจริต”

การสนทนามาถึงคำถามที่ถามว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังดำเนินการอยู่จะผ่านการทำประชามติหรือไม่ หลังจากพรรคการเมืองเริ่มส่งเสียงคัดค้านหนัก โดย ประพันธ์ ตอบในเชิงหลักการว่า “จะผ่านหรือไม่ผ่านอยู่ที่ประชาชน ประชาชนจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ออกมานั้นเป็นประโยชน์ หรือสะท้อนความต้องการของเขาหรือเปล่า ยอมรับว่าพรรคการเมืองมีส่วนสำคัญแน่นอน เพราะพรรคการเมืองต้องลงเลือกตั้ง แต่ที่สุดแล้วประชาชนจะเป็นผู้พิจารณาว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดีหรือไม่อย่างไร

“ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังยืนยันในหลักการสิทธิเสรีภาพตามแบบรัฐธรรมนูญในอดีตเหมือนเดิมทุกประการ อะไรที่เคยมีอย่างไรก็ยังมีอยู่อย่างนั้น สิทธิต่างๆ ยังเหมือนเดิม ระบบการเลือกตั้ง สส.บางพรรคการเมืองอาจจะไม่ชอบ แต่ประชาชนอาจบอกว่าเลือกตั้ง สส.ด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวก็ดีแล้วก็ได้

“ถ้าประชาชนเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญดี เขาก็รับ แต่หากประชาชนบอกว่ามันยังไม่ดี จะเป็นการสืบทอดอำนาจเผด็จการ ประชาชนก็ไม่รับ สรุปแล้วทุกอย่างอยู่ที่ประชาชน ผมเชื่อในการตัดสินใจของประชาชน อย่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มีฝ่ายการเมืองออกมาโจมตีตลอด แต่สุดท้ายประชาชนลงประชามติยอมรับ

ระบบการเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองต้องปรับตัว

“ผมเป็นกรรมการการเลือกตั้งมาก่อนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเลือกตั้งมาทั่วประเทศ ผมเข้าใจประชาชนเลย อย่าคิดว่าพรรคการเมืองจะสั่งประชาชนให้ไปซ้ายหรือขวาได้ เพราะประชาชนเขาคิดของเขาได้

“มีตัวอย่างมาแล้ว อย่างการเลือกตั้งท้องถิ่น ก็มีหลายคนที่เป็นตัวเต็งแต่กลับสอบตกเป็นจำนวนมาก เพราะประชาชนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ดังนั้นอย่าคิดว่าพรรคการเมือง นักการเมืองสั่งประชาชนได้ ไปคิดว่าตัวเองไม่เอาแล้วสั่งให้ประชาชนไม่เอา แบบนี้คิดผิดเลย ผมถึงบอกว่านักการเมืองต้องปรับตัว”

สุดท้าย ประพันธ์ ในฐานะอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง มองปัญหาการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงที่ผ่านมา ว่า ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ทุกวันนี้คนยังคิดว่า กกต.มีอำนาจจับคนทำผิดการเลือกตั้ง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พูดง่ายๆ ไม่ได้มีอำนาจจับคนซื้อเสียงเลย

“กกต.มีอำนาจแค่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ดังนั้นต้องหาวิธีการอื่นเพื่อทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น งานของ กกต.แยกออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.กระบวนการจัดการเลือกตั้ง ปัจจุบัน กกต.สามารถดำเนินการได้จนเป็นที่ยอมรับได้ในระดับหนึ่งแล้ว

“2.กระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เช่น การตรวจสอบเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งถูกตำหนิมากที่สุด กกต.ไม่มีอำนาจจะไปจับกุมใคร ปืนก็ไม่มี ทำได้แค่การสอบพยานหลักฐานและสั่งเลือกตั้งใหม่

“การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความตั้งใจอยากจะแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ และเชื่อว่าการตรวจสอบการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้งจะมีความเข้มข้นมากขึ้น ใครจะคิดทุจริตเลือกตั้งครั้งหน้าต้องคิดหนักเลย เพราะ 1.การบังคับใช้กฎหมายจะมีมากขึ้น ใครจะไปเดินแจกเงิน จะเสี่ยงอันตรายเป็นอย่างมาก

“2.คนซื้อเสียง จะถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต พรรคการเมืองที่มีผู้สมัครทุจริตจนต้องถูกสั่งให้เลือกตั้งใหม่ ก็อาจได้รับคะแนนน้อยกว่าเก่าจนกระทบต่อจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ” ประพันธ์ ทิ้งท้าย

ระบบการเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองต้องปรับตัว

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท