posttoday
ระบบการเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองต้องปรับตัว

ระบบการเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองต้องปรับตัว

22 พฤศจิกายน 2558

การร่างรัฐธรรมนูญภายใต้การนำของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย / ธนพล บางยี่ขัน

การร่างรัฐธรรมนูญภายใต้การนำของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ ภายหลังได้มีข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงสร้างทางการเมืองออกมาแล้ว ประกอบด้วย 1.ระบบการเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. และ 3.ที่มาของนายกรัฐมนตรี

โดยทันทีที่คณะ กรธ.ได้นำเสนอประเด็นดังกล่าวต่อสาธารณะส่งผลให้พรรคการเมืองขยับแสดงท่าทีอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องระบบการเลือกตั้ง สส.และที่มาของ สว. ถึงขั้นมีการระบุว่าหากเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้อาจไม่ผ่านการทำประชามติ

“ประพันธ์ นัยโกวิท” กรรมการ กรธ.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ อธิบายกับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงเจตนารมณ์ในการปฏิรูปฝ่ายนิติบัญญัติผ่านการปรับเปลี่ยนที่มาของ สส.และ สว.ไว้อย่างน่าสนใจ

“ระบบการเลือกตั้ง สส.ของไทยตั้งแต่ปี 2475 จนมาถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ใช้ระบบที่เรียกว่าใครได้คะแนนที่หนึ่งก็ชนะไปเลย แต่ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นธรรม ความจริงคะแนนของประชาชนที่ออกมาเลือกตั้งน่าจะมีความหมาย เขาอุตส่าห์มาเลือกผู้แทน น่าจะมีความหมายอะไรสักอย่าง บางทีคะแนนคนที่ได้ที่หนึ่งได้เพียงแค่ 40% คะแนนคนที่ได้ที่สองที่สามที่สี่ที่แพ้แล้วรวมกัน 60% มากกว่าคนที่ได้ที่ 1 เขาเลยพูดว่าไม่เป็นธรรมเท่าไหร่

“รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ให้มี สส.เขต 375 เขต สส.บัญชีรายชื่อ 125 คน แต่พอมาถึงการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เมื่อแปรออกมาเป็นที่นั่ง สส.ก็ยังเกิดการเบี่ยงเบน ไม่เป็นธรรม บางพรรคคนมาลงให้ 40% แต่คำนวณแล้วได้ 45% หรือบางพรรคคนมาลงคะแนนให้ 20% พอมาคำนวณกลับได้ 15% ใครชนะที่ 1 ได้ สส.เขต ทั้งที่รวมคะแนนหมดพรรคที่คนมาลงคะแนนมากกว่ากลับได้ สส.น้อยกว่า”

ประพันธ์ ระบุว่า ตัวเลขที่ไม่เป็นธรรมทั้งหมดนี้ ได้เห็นมาตั้งแต่เป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว จึงคิดว่าควรมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้คะแนนของพรรค การเมืองที่ได้รับนั้นสะท้อนความนิยมของประชาชนอย่างแท้จริง และต้องทำให้ทุกคะแนนของประชาชนมีความหมาย จึงเป็นที่มาของการกำหนดให้มีการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ประชาชนจะสามารถเลือก สส.ระบบเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว

ต่างจากเดิมที่ประชาชนต้องลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งสองใบ โดยให้มี สส.จำนวน 500 คน แบ่งเป็น สส.เขต 350 คน และบัญชีรายชื่อ 150 คน

“ระบบนี้จะเป็นระบบที่คิดคะแนนที่ประชาชนมาลงกับจำนวน สส. ตัวอย่างง่ายๆ เช่น พรรค ก. มีคนมาลงให้ 15 ล้านคะแนน พรรคนี้ได้ 50% เท่ากับว่าพรรคจะต้องได้ สส. 250 คน  ถ้าเกิดพรรค ก. ส่ง สส.ระบบเขตเดียวเบอร์เดียวได้เลือกตั้งมาแล้ว 150 คน จะทำให้ได้ สส.บัญชีรายชื่อจำนวน 100 คน รวมแล้วจะได้ สส. 250 คน

“คะแนนทุกคะแนนของประชาชนจะถูกนำมาคำนวนทั้งหมด ข้อดีของการใช้บัตรใบเดียวคือ ลดการสับสนของประชาชนให้น้อยลงเพราะยกตัวอย่างการเลือกตั้ง 2554 บางพรรคส่งเฉพาะ สส.เขตไม่ส่งบัญชีรายชื่อ บางพรรคส่งแต่ สส.บัญชีรายชื่อไม่ส่ง สส.ระบบเขต ทำให้หาเสียงโชว์ตัวเองอย่างเดียว ส่วนคนไปกาบัตรเลือกตั้งก็ผิด เพราะบางเขตมีแต่ สส.เขต ไม่มี สส.บัญชีรายชื่อ จึงมีบัตรเสียในการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 คิดเป็น 5% หรือประมาณ 2 ล้านใบ ซึ่งถือว่าเสียเยอะมาก แต่ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่กาใบเดียว สส.เขต ไปรวมเป็น สส.บัญชีรายชื่อ

“บางทีพรรคการเมืองบางคนคุ้นแบบเดิม แต่ถ้าระบบนี้ออกมาพรรคการเมืองผู้สมัครต้องปรับตัวจะมาคิดว่าเสียงดี ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้ แต่ต่อไปนี้ไม่ได้แล้ว พรรคต้องส่งคนที่เป็นคนในพื้นที่รู้จัก เข้ากับชาวบ้านได้อธิบายนโยบายพรรคได้

ส่งคนลง สส.เขต แต่อธิบายนโยบายพรรคไม่ได้ เขาอาจจะไม่เลือก เลือกไปคะแนนให้พรรคด้วย แต่ สส.คนนี้ไม่เห็นบอกนโยบายเขาก็อาจจะไม่เลือก ฉะนั้นต่อไปพรรคการเมืองต้องปรับตัว ต้องหาเสียงว่าตัวเองอยู่พรรคนี้มีนโยบายอะไรบ้าง ไม่สามารถหาเสียงให้แค่ตัวเองได้”

ประพันธ์ ยังมีความเห็นว่า ข้อดีอีกข้อของการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวคือ ช่วยให้ กกต.จัดการเลือกตั้งง่าย จากเดิมมีบัตรเลือกตั้งสองใบรวมประมาณ 50 ล้านใบ เป็นเงินหลายร้อยล้านบาท นอกจากนี้ยังช่วยลดงบประมาณในเรื่องบุคลากรได้ด้วย จากเดิมมีกรรมการประจำหน่วย 9 คน เพราะต้องดูทั้งการเลือกตั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ

ทั้งนี้ เมื่อใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวจำนวนของกรรมการประจำหน่วยจะลดลงได้อีกหน่วยละ 2 คน โดยจำนวนของหน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งเมื่อวันที่  2 ก.พ. 2557 มีประมาณหนึ่งแสนหน่วย ระบบเลือกตั้งใหม่จะช่วยลดกรรมการประจำหน่วยได้หน่วยละ 2 คน ก็จะคิดเป็นถึง 2 แสนคน ไม่เพียงเท่านี้ ยังช่วยลดงบประมาณค่าเบี้ยเลี้ยงได้ถึง 200 ล้านบาท

“มีปัญหาที่คนยังไม่เข้าใจคือการตัดสิทธิประชาชน นี่ไม่ใช่การตัดสิทธิประชาชนเลย ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจง่ายสะดวกที่สุด ผลโพลออกมาทุกโพล กรุงเทพโพลล์ ดุสิตโพล นิด้าโพล  ออกมาตรงกัน บางโพลกว่า 80% เห็นด้วยกับการใช้บัตรใบเดียว ประชาชนบอกเข้าใจง่าย โพลถามว่าประชาชนไปเลือกตั้ง ดูคนหรือดูพรรค กว่า 50% บอกดูทั้งคนและพรรค

“ฉะนั้น ถ้าใช้ระบบนี้ พวกพรรคการเมือง นักการเมืองต้องปรับตัว จะมาโวยวายบัตรสองใบไม่เป็นธรรม มันไม่ใช่ ทุกพรรคต้องปรับตัว อย่าคิดว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบ ระบบนี้เท่ากันหมดทุกพรรค พรรคไหนจะได้ที่นั่งน้อยลง มากขึ้น เราไม่ได้สนใจ เราดูว่าระบบนี้ตรงหลักคิดเป็นธรรมไหม

“ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะขจัดปัญหาการทุจริตในทุกรูปแบบ กลไกต่างๆ ที่ออกแบบจะเข้มงวดกับปัญหาการทุจริตเป็นอย่างมาก ดังนั้น ถ้าใครคิดว่าจะไปตั้งรัฐบาลและคิดว่าจะไปทำทุจริตจะเจอกับกลไกปราบปรามที่เข้มข้นเป็นอย่างมาก

“เช่นเดียวกับพรรคการเมือง ถ้าส่งผู้สมัคร สส.เขตไปทุจริตเลือกตั้งและเกิดถูกจับได้ จะกระทบกับการนับคะแนน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคด้วย คือ เมื่อถูกจับได้ก็ต้องมีการสั่งเลือกตั้งใหม่ ซึ่งประชาชนอาจเห็นว่าพรรคนี้ทุจริตและไม่กลับเลือกอีก คะแนนก็จะลด จะกระทบต่อจำนวนคะแนน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคด้วย”

ขณะที่ เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างของวุฒิสภา “ประพันธ์” คาดว่า สว.จะมีจำนวน 200 คนเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยหลักการวุฒิสภาควรมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายและกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การตั้งกระทู้ถาม การตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเปิดอภิปรายรัฐบาลโดยไม่มีการลงมติ ขณะเดียวกันยังให้มีอำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระ

“แต่สำหรับอำนาจในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งนั้นคิดว่าเป็นเรื่องในทางการเมืองพอสมควร และที่ผ่านมาวุฒิสภาก็ไม่เคยถอดถอนใครได้ เพราะมีความเป็นการเมือง จึงคิดว่าควรให้เรื่องการถอดถอนมีลักษณะเป็นคดีที่ต้องไปพิจารณาที่ศาลดีหรือไม่ เหมือนกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรี ดังนั้น หากใครดำเนินการที่ส่อขัดกับรัฐธรรมนูญก็อาจต้องไปพิจารณาในศาลว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่

“พออำนาจ สว.เป็นแบบนี้เลยมาคิดว่าจะให้ สว.มาจากการเลือกตั้งเหมือน สส.ไม่ได้ เพราะ สว.ไม่มีอำนาจถอดถอนแล้ว ถ้าให้ สว.มาจากเลือกตั้งก็เป็นปัญหาอีกในเรื่องฐานเสียง แต่จะให้มาสรรหา สว.แบบในอดีตที่ผ่านมาคณะกรรมการสรรหา 7 คน ก็จะเป็นปัญหาอีกเช่นกัน เลยคิดกันว่าควรให้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมจากภาคส่วนต่างๆ ของประเทศ ให้มาเลือกกันเองว่าจะให้ใครมาเป็น สว.”

ประพันธ์ สรุปว่า เวลานี้กำลังดูอยู่ว่าจะต้องมีภาคส่วนใดในสังคมบ้างที่จะเข้ามาเลือก สว. เช่น กลุ่มสตรี กลุ่มสื่อมวลชน กลุ่มวิชาการ กลุ่มข้าราชการเจ้าหน้าที่ของรัฐ กลุ่มนายจ้างลูกจ้าง กลุ่มผู้บริโภค กลุ่มผู้พิการ เป็นต้น ซึ่งตอนนี้เบื้องต้นคิดว่าน่าจะมีประมาณ 20 กลุ่ม อาจให้เลือกมาจากในพื้นที่แล้วมาพิจารณากันที่ส่วนกลาง

“โครงสร้างวุฒิสภาแบบใหม่จะปลอดจากการเมืองมากขึ้น จากเดิมที่ สว.มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง ซึ่งได้รับเลือกจากฐานเสียงของการเมือง ดังนั้น ถ้าเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมคิดว่าความรุนแรงทางการเมืองจะเข้ามาในวุฒิสภาน้อยกว่า และคิดว่าวุฒิสภาจะมีความเป็นกลางมากขึ้น”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท