
เปิดทางตรวจสอบ
ถ้อยแถลงของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ถึงผลการสอบสวนการทุจริตการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์
ถ้อยแถลงของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ถึงผลการสอบสวนการทุจริตการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา นอกจากจะไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของโครงการนี้แล้ว ยังสร้างความผิดหวังให้กับสาธารณชนเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ตอบข้อสงสัย ทั้งเรื่องการจัดการเงินบริจาค การจัดซื้อ-จัดจ้าง ที่มีราคาสูงเกินจริง รวมถึงการเรียกเก็บค่าหัวคิวจากการจ้างโรงหล่ออนุสาวรีย์บูรพกษัตริย์ ซึ่งมีการเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่านายทหารระดับสูงหลายคนในกองทัพอาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
พล.อ.ธีรชัย ย้ำเพียงว่าไม่มีการทุจริตแน่นอน และเมื่อถูกถามถึงการเปิดเผยบัญชีรายรับ-รายจ่าย ก็แสดงอารมณ์ไม่พอใจสื่อมวลชน ท่าทีเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อโครงการมูลค่าหลักพันล้าน และไม่สามารถสร้างความ
น่าเชื่อถือให้กับกองทัพบกในฐานะผู้รับผิดชอบดำเนินการ ทั้งที่ประชาชนจำนวนมากตั้งใจสมทบทุน ด้วยความหวังว่ากองทัพจะนำเงินไปสร้างอุทยานอย่างสมพระเกียรติ
ขณะเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลการสอบสวนของกองทัพบกยังไม่ส่งผลดีกับรัฐบาล ซึ่งตอกย้ำนโยบายมาตลอดว่าจะบริหารประเทศด้วยความโปร่งใส และมีเป้าหมายในการปราบการทุจริตอย่างจริงจัง แต่ในกรณีนี้เกิดข้อกังขาต่อสังคมอย่างมาก แต่กองทัพบกกลับตั้งกรรมการสอบสวนแบบรวบรัดตัดความ ทั้งๆ ที่เป็นองค์กรมีส่วนได้เสียโดยตรง
นอกจากนี้แล้ว พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะประธานมูลนิธิราชภักดิ์ ได้ยอมรับมาก่อนหน้านี้ว่ามีการหักหัวคิวขึ้นจริง ซึ่งนอกจากผลการสอบสวนกองทัพบกไม่ได้ให้รายละเอียดในเรื่องนี้แล้ว ก่อนหน้านี้รัฐบาลก็ปฏิเสธความรับผิดชอบมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ รมช.กลาโหม นั่งร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ยิ่งไปกว่านั้น กลไกพิเศษเพื่อตรวจสอบการทุจริต เช่น ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะกิจในรัฐบาลชุดนี้ โดยมี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นประธาน ก็กลับนิ่งเฉย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งได้รับการยอมรับสูงก็ลังเลจะดำเนินการ
ดังนั้น แม้กองทัพบกจะปิดเกมในฐานะผู้รับผิดชอบดำเนินการโครงการว่าไม่มีองค์กรหรือบุคคลไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่ตราบใดที่ยังมีข้อกังขา รัฐบาลและองค์กรตรวจสอบการทุจริตอื่นๆ ควรสร้างความกระจ่างเรื่องรายรับรายจ่ายทั้งหมดให้โปร่งใส ไม่ให้สังคมเข้าใจไปว่า เรื่องสองมาตรฐานยังคงมีอยู่ ยังมีบางองค์กรได้รับการยกเว้นเป็นกรณีเฉพาะ
หากรัฐบาลปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป สังคมอาจเกิดความเข้าใจได้ว่าคนในกองทัพบางคนมีสิทธิอยู่เหนือกฎหมาย หากไม่มีนายพลหรือนายพันทุจริตในโครงการนี้ ก็ควรสะสางว่านายพลหรือนายพันที่ตกเป็นข่าวไปกระทำผิดเรื่องใดจึงตกเป็นผู้ต้องหา
รัฐบาล คสช. ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่ควรเมินเฉยต่อกรณีนี้ เพราะนอกจากกระทบต่อความน่าเชื่อถือศรัทธาแล้ว จะมีผลต่ออนาคตการปฏิรูปประเทศไปสู่ความปรองดองอีกด้วย







