
ชัดเจน
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เริ่มมีความชัดเจนกันมากขึ้นแล้วค่ะ สำหรับทิศทางนโยบายการเงินโลกปีหน้านี้ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เลิกเล่นเกมจิตวิทยา หันมาส่งสัญญาณแบบชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาแล้วว่า เฟดน่าจะพร้อมขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ในเดือน ธ.ค.ที่จะถึงนี้
ในรายงานสรุปผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา กรรมการเสียงส่วนใหญ่จากทั้งหมด 17 คน เห็นพ้องกันว่า เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวมาถึงจุดที่แข็งแกร่งพอที่จะรองรับผลกระทบจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้แล้ว หลังจากที่เฟดตรึงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0-0.25% มานานถึง 7 ปี หรือนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2008
กรรมการเสียงส่วนน้อยยอมรับว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในบ้านยังมีความเสี่ยงอยู่ แต่กรรมการเสียงส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า หากยังปล่อยให้คลุมเครือต่อไปจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อตลาดทุนโลกมากกว่า ซึ่งพักหลังมานี้ตลาดแทบจะตีความแบบถอดทุกคำพูดของแถลงการณ์จากที่ประชุม หรือจากบันทึกการประชุม เพราะเฟดไม่ยอมพูดตรงไปตรงมาเสียที ทั้งที่บรรลุเป้าหมาย 2 ด้านหลักไปแล้ว
เป้าหมายแรก คือ การลดอัตราว่างงานในสหรัฐลง เฟดเคยประกาศไว้ตั้งแต่ยุคของ เบน เบอร์แนนคี ว่าจะต้องลดอัตราว่างงานลงมาในระดับราว 6.5% ก่อน จึงจะทบทวนเรื่องอัตราดอกเบี้ย และปัจจุบันอัตราว่างงานของสหรัฐก็ลดลงมาต่ำสุดเหลือเพียง 5.1% แล้ว จากที่เคยพุ่งไปแตะระดับ 10% ในปี 2009 ซึ่งเป็นยุคเศรษฐกิจตกต่ำหลังเกิดปัญหาในภาคการเงิน
เป้าหมายต่อมา ก็คือ การเพิ่มอัตราเงินเฟ้อในประเทศ ซึ่งหมายถึงการชี้วัดเรื่องการบริโภคภายในว่าฟื้นตัวกลับมาดีขึ้นหรือไม่ โดยการบริโภคภายในประเทศของสหรัฐนั้นคิดเป็นสัดส่วนมหาศาลถึงราว 2 ใน 3 ของจีดีพีประเทศ จึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐก็สามารถขยายตัวขึ้นมาได้ที่ระดับประมาณ 0.2% หากไม่รวมสินค้าประเภทอาหารและพลังงานจะอยู่ที่ประมาณ 1.9% ทำให้คาดว่าจะทยอยปรับตัวขึ้นตามเป้าหมาย 2% ของเฟดได้ไม่ยากนัก
เท่ากับว่าในการประชุมงวดสุดท้ายของปีนี้ คือวันที่ 15-16 ธ.ค. เจเน็ต เยลเลน น่าจะประเดิมแถลงขึ้นดอกเบี้ยได้ 0.25% และตลาดก็ไม่น่าจะปั่นป่วนอีกมากนัก เพราะตอบรับล่วงหน้ากันไปแล้ว ขณะที่เฟดเองก็ยังสงวนท่าทีเรื่องปริมาณการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า เพื่อให้มีช่องยืดหยุ่นรองรับเผื่อเกิดปัญหาใหม่ๆ หรือการฟื้นตัวในประเทศไม่เป็นไปตามคาด
จะเหลือก็แต่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่จะประชุมปลายปีนี้เหมือนกันกับธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่จะไปเริ่มถกใหม่ในปีหน้า และธนาคารกลางรายอื่นๆ ทั้งในและนอกกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ที่ต้องตัดสินใจว่าจะเดินเกมกระตุ้นในบ้านต่ออย่างไร ในวันนี้ที่รายใหญ่เขาประกาศทิศทางชัดเจนแล้ว







