
ค้าเสรีโลกแข่งเดือด‘จีน-มะกัน’ งัดดีลหวังคุมเกม
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
การประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ในปีนี้อาจถูกบดบังด้วยประเด็นการก่อการร้ายและประเด็นทางการเมืองมากกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากยังอยู่ภายใต้บรรยากาศความตึงเครียดจากเหตุวินาศกรรมโจมตีกรุงปารีส เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าสาระสำคัญของเวทีนี้ นอกจากเรื่องความมั่นคงในภูมิภาคแล้ว ยังคุกรุ่นไปด้วยบรรยากาศการแข่งขันทางการค้าอย่างรุนแรง ระหว่างขั้วมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกอย่างสหรัฐ และเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 2 ของโลกอย่างจีน
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ใช้เวทีเอเปกขายของดึงดูดสมาชิกใหม่ๆ มาเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) พร้อมกระตุ้นให้ 12 ประเทศภาคีสมาชิก เร่งพิจารณาและให้สัตยาบันโดยเร็ว โดยคาดหวังให้มีผลบังคับใช้ได้ภายในปี 2017
ขณะที่ฝั่งของจีนได้ผลักดันวาระข้อตกลงเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (เอฟทีเอเอพี) อีกครั้ง หลังจากที่เริ่มผลักดันอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่การประชุมปี 2014 ที่จีนเป็นเจ้าภาพ
ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ส่งสัญญาณชัดเจนในที่ประชุมนอกรอบระดับซีอีโอซัมมิท กระตุ้นให้ผู้นำ 21 ชาติสมาชิก เลือกมาเข้าร่วมเอฟทีเอเอพี เพราะเป็นเอฟทีเอที่ทุกฝ่ายจะได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่เหมือนข้อ
ตกลงเอฟทีเอใหม่ๆ บางฉบับ ที่เสี่ยงก่อให้เกิดความแตกแยกภายในกลุ่มสมาชิก แทนที่จะช่วยหนุนความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือในด้านต่างๆ
ในปีนี้จีนเพิ่มจุดขายของเอฟทีเอเอพีให้น่าสนใจมากขึ้น โดยนำไปพ่วงกับยุทธศาสตร์ วัน เบลท์ วัน โรด หรือเส้นทางสายไหมในยุคใหม่ของตนเอง ซึ่งหมายความว่านอกจากจะค้าขายกันแบบไร้อุปสรรคทางภาษีและมาตรการกีดกันอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษีแล้ว ประเทศภาคีสมาชิกยังจะได้โปรโมชั่นของแถมเป็นการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างกันด้วย
“ภายใต้การดำเนินการของยุทธศาสตร์ วัน เบลท์ วัน โรด เราจะมีความร่วมมือระหว่างกันในระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น เหนียวแน่นขึ้น และลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก” สีจิ้นผิง กล่าวเอาไว้ระหว่างการประชุมซีอีโอ เอเปก ซัมมิท
นับเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า จีนพร้อมที่จะขับเคลื่อนเม็ดเงินลงทุน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.75 ล้านล้านบาท) ไปกับการช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศกำลังพัฒนาใน 21 ชาติแปซิฟิกริม ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ให้มากกว่าเพียงเอฟทีเอในกรอบของคู่แข่งอย่างทีพีพี
เอียน เบรมเมอร์ ประธานบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองยูเรเซีย กรุ๊ป ให้มุมมองผ่านวอลสตรีท เจอร์นัล ว่า จีนมียุทธศาสตร์เศรษฐกิจโลกที่ชัดเจนมากกว่าคู่แข่ง โดยใช้ความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ หรือเงินทุนสำรองมหาศาลในมือ เป็นตัวสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก โดยส่วนใหญ่มักจะใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ สำหรับรองรับการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ
เพราะจีนรู้ดีว่าการค้าเสรีในโลกยุคใหม่นั้น ประเทศขนาดเล็กกว่าจะเสียเปรียบเอฟทีเอให้กับประเทศขนาดใหญ่ หากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจมารองรับมากเพียงพอ เช่น ท่าเรือ สะพาน ถนน รวมไปถึงโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคอื่นๆ ที่จำเป็น ซึ่งแม้แต่ประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคีของทีพีพีแล้ว หรือที่ประกาศและตั้งใจจะประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วม ก็ยังต้องคิดใหม่ให้ถี่ถ้วน เช่น อินโดนีเซีย ซึ่งตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนจากจีนเพิ่มเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาฝั่งทีพีพีแล้วต้องยอมรับว่าเป็นเอฟทีเอพหุภาคีที่เป็นรูปเป็นร่างและมีอนาคตมากกว่ากันมาก เพราะนอกจากจะได้รับการผลักดันอย่างจริงจังมาก่อนหน้าหลายปีแล้ว ทั้ง 12 ประเทศยังสามารถบรรลุความตกลงเบื้องต้นกันไปได้แล้วเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่เพิ่งผ่านมา และกำลังอยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากรัฐสภาในประเทศ เพื่อนำไปสู่การลงนามให้สัตยาบัน และประกาศให้มีผลบังคับใช้
ทีพีพีดึงดูดด้วยตลาดขนาดมหาศาลของสหรัฐขนาด 17 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดที่ยังมีการบริโภคภายในถึง 2 ใน 3 ของจีดีพีประเทศ
ที่สำคัญยังดึงดูดด้วยสิ่งที่สหรัฐอ้างว่าเป็นมาตรฐานการเจรจาทางการค้าที่สูงที่สุด และเป็นความก้าวหน้าในการเจรจาการค้าเสรี ด้วยการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (ไอพี) ซึ่งปัจจุบันแทบไม่มีข้อตกลงเอฟทีเอพหุภาคีกับซีกโลกกำลังพัฒนาฉบับใดที่สามารถทำได้มาก่อน ทำให้ในหลายกรณีนั้นนักลงทุนที่โยกย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศกำลังพัฒนาเพื่อลดต้นทุนต่างๆ กลับต้องเผชิญปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยที่ประเทศปลายทางไม่สามารถให้ความคุ้มครองทางกฎหมายได้มากพอ
อย่างไรก็ดี แม้จะได้รับเสียงสนับสนุนอย่างล้นหลามจากเวทีเอเปกครั้งนี้ว่าจะเร่งกระบวนการพิจารณาเพื่อให้สัตยาบัน หรือได้สัญญาณแนวโน้มว่าจะมีสมาชิกใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ทว่ากระบวนการภายในประเทศสมาชิกเหล่านี้ก็อาจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คาด
โดยเฉพาะสหรัฐเอง ที่มีพรรครีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร และเริ่มทยอยมีเสียงต่อต้านดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่ภายในพรรคเดียวกันเอง อย่าง ฮิลลารี คลินตัน ก็ไม่สนับสนุนข้อตกลงทีพีพีฉบับนี้ ทำให้กระบวนการพิจารณาเพื่อให้สัตยาบันอาจไม่เร็วอย่างที่คาดหวังไว้ ซึ่งทำให้ในการลงนามทีพีพีเมื่อวันที่ 5 พ.ย. ไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการให้สัตยาบันของแต่ละประเทศเอาไว้ ดังนั้นจึงเท่ากับว่าข้อเสนอความตกลงเอฟทีเอจากฝั่งจีน จึงยังพอมีเวลาเร่งเข็นให้เดินหน้าต่อไปได้
ขณะที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า ไม่ว่าจีนจะสามารถผลักดันเอฟทีเอเอพีในกลุ่ม 21 ชาติเอเปก หรือกรอบความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ที่รู้จักกันในชื่อเอฟทีเออาเซียน บวก 6 ให้แข่งขันกับสหรัฐ เพื่อขึ้นเป็นผู้เขียนบทบัญญัติการค้าโลกในศตวรรษที่ 21 ได้ทันหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนครั้งใหญ่ที่ช่วยผลักดันให้การค้าโลกทั้งในกรอบพหุภาคีและทวิภาคีได้ก้าวหน้าขึ้นไปกว่าเดิม
ไมเคิล โฟรแมน ผู้แทนการค้าของสหรัฐ มองว่า ข้อตกลงทีพีพีจะผลักดันให้จีนต้องเร่งปรับตัวและเข้ามาแข่งในเกมเดียวกันนี้ให้ได้ และไม่ว่าจะเข้าร่วมเป็นภาคีหรือไม่ แต่ที่สุดแล้วจีนก็จะอยู่ในเกมการแข่งขัน
ของทีพีพีเช่นเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลต่อประเทศคู่ค้าอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย เช่นเดียวกับเบรมเมอร์ที่มองว่าสุดท้ายแล้ว การแข่งขันจะให้ประโยชน์กับหลายฝ่ายมากกว่า เพราะต่างฝ่ายต่างก็ต้องให้เงื่อนไขที่ดึงดูดมากกว่า
เพราะการจะแข่งการค้าในวันนี้ ต้องยื่นข้อเสนอที่ดีกว่าและประสบความสำเร็จมากกว่าจนใครๆ ก็ไม่อาจปฏิเสธแรงดึงดูดได้







