
ศุกร์ที่ 13 ของฝรั่งเศส
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดยเฉลี่ย 7 เดือนจะมีวันศุกร์ที่ 13 หนึ่งวัน หรือปีละไม่ถึง 2 วัน ชาวตะวันตกที่ถือโชคลางมีความเชื่อว่าวันนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุร้ายมากเป็นพิเศษ
ค่ำวันศุกร์ที่ 13 ตามเวลาในฝรั่งเศสเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับเช้าวันเสาร์ที่ 14 ในบ้านเรา เกิดเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่ในกรุงปารีส ที่ถือว่าเป็นรองก็เฉพาะเหตุการณ์ 11 ก.ย. ในสหรัฐเมื่อสิบกว่าปีก่อน มีการจับตัวประกันจำนวนมาก มีการกราดยิงแบบไม่เลือกหน้า และมีระเบิดพลีชีพเกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุด ทำให้มีคนตายทันทีประมาณ 130 คน บาดเจ็บหลายร้อยคน ในจำนวนนี้สาหัสหลายสิบคน
กลายเป็นข่าวใหญ่ที่เสนอกันต่อเนื่องในหลากหลายแง่มุม ทั้งในทีวีและในหน้าหนังสือพิมพ์ ผมจึงไม่จำเป็นต้องเล่ารายละเอียดเพิ่มเติม แต่มีประเด็นอื่นที่ผมอยากจะพูดถึง ดังนี้
หนึ่ง แม้ในความรู้สึกของคนทั่วไป จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายจะสูงมาก แต่สำหรับคนวางแผนอาจจะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้างที่ความเสียหายไม่สูงกว่านี้ จุดที่เห็นได้ชัดว่าต่ำกว่าเป้าคือที่สนามกีฬา ที่ซึ่งกำลังมีการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรกับเยอรมนี และตัวประธานาธิบดีอยู่ในสนามด้วย กลุ่มผู้ก่อการส่งมือระเบิดพลีชีพไปที่สนามกีฬาอย่างน้อย 3 คน และมีความพยายามเข้าไปในสนาม ซึ่งหากสำเร็จและสามารถกดปุ่มให้ระเบิดท่ามกลางฝูงชน หรือลองนึกภาพว่าหากมือระเบิดคนใดคนหนึ่งสามารถคืบคลานเข้าไปใกล้บริเวณที่ประธานาธิบดีนั่งอยู่และกดปุ่มที่นั่น จะเกิดอะไรขึ้น
สอง กลุ่มไอเอสซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ต้องการสถาปนารัฐอิสลามในซีเรียกับอิรัก ได้ออกมาประกาศตัวว่าเป็นผู้ก่อการ จุดประสงค์เพื่อลงโทษฝรั่งเศสที่ร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรในการต่อต้านไอเอส รวมทั้งเป็นการทำโทษที่เคยดูหมิ่นศาสนาอิสลามไว้ด้วย
แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่าการเลือกฝรั่งเศสและกรุงปารีส เป็นเพราะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าที่อื่น เพราะโดยภูมิศาสตร์ฝรั่งเศสเป็นประเทศเปิด มีเส้นทางเข้าออกให้ขนถ่ายผู้คนและอาวุธได้โดยสะดวก
มิฉะนั้นคงไปเลือกทำที่นิวยอร์ก ลอนดอน หรือมอสโก ซึ่งอาจจะทำให้สะใจมากกว่า
ปฏิบัติการในลักษณะนี้ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ เพราะระบบข่าวกรองและระบบต่อต้านการก่อการร้ายสมัยนี้มีประสิทธิภาพสูงมาก ต้องอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น หรือเรียกว่ารอทีเผลอ จึงมีโอกาสสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ที่บอกล่วงหน้าว่าเป้าหมายต่อไปจะเป็นประเทศนั้น เมืองนี้ จึงเป็นเพียงคำขู่เพื่อผลทางจิตวิทยาเท่านั้น ไม่น่าเชื่อถือว่าจะมีแผนที่เป็นรูปธรรมอยู่ในมือแต่ประการใด
นอกจากนี้ กลุ่มที่วางแผนและก่อการในลักษณะนี้ ทำไปแล้วหากไม่พลีชีพหรือถูกวิสามัญในที่เกิดเหตุ ก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเพื่อให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของหน่วยไล่ล่า เพราะการแกะรอยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว หากสังเกตกรณีนี้ให้ดีจะเห็นว่า ภายในไม่กี่วันก็มีภาพใบหน้าและชื่อบุคคลต้องสงสัยออกมาแล้วหลายคน รวมทั้งมีการบุกค้นสถานที่ที่อาจเป็นแหล่งกบดานนับร้อยแห่ง โอกาสที่จะใช้บุคลากรชุดเดิมไปก่อการในอีกประเทศหนึ่งจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
สาม รัฐบาลฝรั่งเศสแสดงความเข้มแข็งด้วยการตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน ปิดพรมแดน เอาทหารหลายพันนายออกมาช่วยควบคุมสถานการณ์ เริ่มปฏิบัติการแกะรอยและ
ไล่ล่าอย่างเข้มข้น รวมทั้งส่งฝูงบินรบไปถล่มกองบัญชาการของไอเอสในซีเรียด้วย
การถูกกระทำครั้งนี้ไม่ทำให้ฝรั่งเศสอ่อนแอลง แต่กลับทำให้เข้มแข็งขึ้น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น ทั่วโลกแสดงความเห็นใจและพร้อมให้ความร่วมมือ แถบสีธงชาติฝรั่งเศสสะพัดไปทั่วทั้งบนสถานที่อันเป็นสัญลักษณ์ที่ทุกคนรู้จัก และในรูปถ่ายของคนในสังคมออนไลน์ทั่วโลก
แต่แน่นอนว่า อีกด้านหนึ่งกลุ่มไอเอสก็ได้แสดงพลังและขีดความสามารถในการปฏิบัติการในพื้นที่สำคัญของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งก็คงทำให้ได้ใจชาวมุสลิมหัวรุนแรงจำนวนไม่น้อย มีการเรียกร้องให้มุสลิมทั่วโลกออกมาทำสงครามศักดิ์สิทธิ์กับฝรั่งเศสและประเทศตะวันตกด้วย
ความไม่กลัวความตายของกลุ่มผู้ก่อการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัคร ทำให้ระบบป้องกันเหตุร้ายมีความยุ่งยากซับซ้อนยิ่งขึ้น ระเบิดพลีชีพกลายเป็นอาวุธที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับชาวตะวันตกที่ไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมแบบนี้
ที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ มือระเบิดพลีชีพครั้งนี้มีที่มาหลากหลาย รวมทั้งมีที่ถือสัญชาติฝรั่งเศสด้วยหลายคน ซึ่งคนเหล่านี้หากไม่เกิดในฝรั่งเศสก็คงอยู่มานาน บางคนอยู่ในชุมชนที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว มีเพื่อนบ้านที่รู้จักและไปมาหาสู่กันโดยไม่ระแคะระคายว่าไปร่วมกับขบวนการหัวรุนแรง
สี่ เหตุการณ์ครั้งนี้จะมีผลกระทบต่อนโยบายรับผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น แม้ว่าจะมีคนพยายามบอกว่าต้องแยกเรื่องมนุษยธรรมกับเรื่องก่อการร้ายออกจากกัน มิฉะนั้นจะกลายเป็นการลงโทษที่ไม่เป็นธรรมกับกลุ่มคนที่ก็พยายามลี้ภัยจากความรุนแรงเช่นกัน
แต่การแยก 2 เรื่องออกจากกันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังไม่มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายแฝงตัวมากับผู้ลี้ภัย ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่คนที่อพยพมานานแล้ว หรือเกิดในยุโรป ก็ยังมีที่หันไปฝักใฝ่ความรุนแรง ถึงขั้นอาสาเป็นมือระเบิดพลีชีพหลายประเทศในยุโรปคงไม่มีปัญหา เพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายอ้าแขนรับผู้ลี้ภัยมาแต่ต้น และที่ผ่านมายอมรับไว้เพียงหยิบมือเดียว
ประเทศที่น่าจะมีปัญหามากที่สุดคือเยอรมนี และคนที่อยู่ในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกคือ อังเกลา แมร์เกิล ก่อนหน้านี้รัฐบาลเยอรมันก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศว่าดำเนินนโยบายผิดพลาด ทำให้ปัญหาผู้ลี้ภัยแทนที่จะบรรเทา กลับบานปลายหนักขึ้น
มีคนบอกว่าหากเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดในฝรั่งเศส แต่ไปเกิดในเยอรมนี แมร์เกิลจะลำบากกว่านี้ และอาจต้องเริ่มนับถอยหลังในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ข้อสุดท้าย ผมไม่คิดว่าจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจมากนัก การท่องเที่ยวของฝรั่งเศสอาจซบเซาลงบ้างเป็นเวลา 1-2 เดือน ส่วนตลาดหุ้นน่าจะฟื้นภายในไม่กี่วัน เราคนไทยน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะเราก็เพิ่งผ่านเหตุระเบิดที่ราชประสงค์มาไม่นาน







