
อย่าให้ใครว่าไทย
โดย...นต.วรวิทย์ เตชะสุภากูร
โดย...นต.วรวิทย์ เตชะสุภากูร
หลายครั้งหลายหนที่เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า “คนไทยก็เป็นแบบนี้แหละ” หรือไม่ก็ “แบบนี้สิ Thailand Only” ซึ่งมักจะตามด้วยพฤติกรรมที่แย่ๆ เชื่อว่าหลายท่านอาจจะเคยหัวเราะไปด้วยเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ แต่ลึกๆ แล้วคงอดสะท้อนใจและหดหู่ไม่ได้ว่า คนไทยเราเป็นแบบนี้กันจริงๆ หรืออย่างไร
เรายอมรับว่าปัญหาสังคมไทย มีความสลับซับซ้อน และสั่งสมกันมาอย่างยาวนานจนยากที่จะแก้ไขได้ภายในระยะเวลาอันสั้น การเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาจากเกษตรกรรม ไปสู่อุตสาหกรรม กระแสวัตถุนิยมเข้ามาพร้อมกับความเสื่อมถอยทางด้านจิตใจ ยกย่องคนรวย นายทุน นักธุรกิจ แย่งชิงทรัพยากรและแข่งขันอย่างไร้ธรรมาภิบาล เจ้าหน้าที่รัฐทุจริตคอร์รัปชั่น เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน หลายคนไม่มีทางเลือก จึงหันหน้าสู่อบายมุขเส้นทางอาชญากรรม สร้างปัญหามากขึ้นทำบ้านเมืองเราอ่อนแอลงเรื่อยๆ
จากปัญหาเหล่านี้ผมได้เห็นความร่วมมือระหว่างเครือข่ายอนาคตไทย สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สภาหอการค้าไทย สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย และมูลนิธิมั่นพัฒนา ร่วมกับภาคีเครือข่ายอีกกว่า 85 องค์กร จัดโครงการรณรงค์ ภายใต้ชื่อ “อย่าให้ใครว่าไทย” ขึ้น
จุดมุ่งหมายหลักคือกระตุ้นให้คนในชาติปรับเปลี่ยนทัศนคติ ลดเลิกพฤติกรรมที่ไม่ดี อันได้แก่ 1.อย่า
เป็นไทยที่มักง่ายทิ้งขยะไม่เป็นที่ 2.อย่าเป็นไทยผีเข้าเพราะไร้สติเราเป็นสยามเมืองยิ้ม คนที่มีน้ำใจโอบอ้อมอารี แต่เมื่ออยู่หลังพวงมาลัยรถ เรากลับกลายร่างเป็นอีกคนทันทีที่น่ากลัว แถมขับรถด้วยอารมณ์อย่างไร้น้ำใจ 3.อย่าเป็นไทยหัวสูงที่ฟุ้งเฟ้อใช้เงินเกินตัวบางคนยังต้องทำทุกวิธี เพื่อหาเงินมาตอบสนองความต้องการที่จะใช้สิ่งของราคาแพงๆ และ 4.อย่าเป็นไทยฮุบ ชอบขี้โกง รับเงินใต้โต๊ะ บุกรุกที่ดินของหลวงน่าไม่อาย
การรณรงค์จะจัดขึ้นทั้งหมด 6 ครั้ง เริ่มที่กรุงเทพมหานครเป็นที่แรก ตามด้วย จ.สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ ศรีราชา โคราช นนทบุรี ตามลำดับ โดยการจัดงานเป็นรูปแบบ “งานวัด Expo” ตลาดนัดแบบไทยๆ ดูดีน่าสนใจสามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้มากที่สุดและยังกระตุ้นให้เกิดพลังเชิงบวก ขอบอกว่าถ้าเราช่วยกันแก้นิสัยไม่ดี 4 เรื่องนี้ได้ ประเทศเราจะพัฒนาไปอีกมากแน่
ซึ่งผมขอย้อนมองตัวอย่างความทรงจำในวัยเด็กของเราๆ ท่านๆ ว่ายังจำได้ไหมที่หลายคนเคยรับจ้างคุณแม่ล้างจาน รดน้ำต้นไม้เพื่อให้ได้เงิน 3 บาท 5 บาท หรือถ้าอยากได้จักรยานก็แลกด้วยสัญญาว่าจะต้องสอบได้ที่ 1 หรือได้เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.0 หรือค่อยๆ เก็บเงินค่าขนมที่เหลือจากการไปโรงเรียน แต่เดี๋ยวนี้คงหายากมากแล้ว
เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ยินเรื่องนักศึกษาจบใหม่มาสมัครสอบสัมภาษณ์เข้าทำงาน คำถามสุดท้ายที่นักศึกษาถามบริษัทคือ จะให้เงินเดือนเท่าไหร่ บริษัทตอบว่า 1.5 หมื่นบาท นักศึกษาคนนั้นตอบกลับทันทีว่า ไม่ทำงาน เพราะปกติคุณพ่อคุณแม่ให้เงินใช้อยู่แล้วเดือนละ 2 หมื่นบาท แบบไม่ต้องทำงานอะไรเลย
เป็นไงบ้างครับสะดุ้งเลย คนรุ่นคุณพ่อคุณแม่ของเราใช้เหงื่อทำงานต้องเหนื่อยต้องอดทน จนกระทั่งมีเงินแล้วใช้เงินหาเงินต่อไป หรือบางคนต่อยอดใช้แบรนด์หาเงินต่อได้
แต่ทั้งหมดนี้คือ ต้องนับหนึ่งกับความลำบากเสมอ จึงจะประสบความสำเร็จ ไม่มีทางลัดให้ไปกันง่ายๆ หรอก กระบวนการสำคัญในการพัฒนาวิธีคิดจึงอยู่ที่ครอบครัวและสถาบันการศึกษาและคนในสังคมที่จะปูพื้นฐานหรือบ่มเพาะแนวคิดตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อที่จะเติบโตขึ้นอย่างมีภูมิคุ้มกัน
อีกเรื่องที่ดูผิวเผินเป็นคนละเรื่องกันเลยกับโครงการ “อย่าให้ใครว่าไทย” แต่ผมว่ามีความเหมือนในความต่างคือ โครงการ Low Carbon Tourism หรือเที่ยวแบบคนไม่เอาถ่านของ อพท. หรือองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ฟังดูแล้วคงนึกถึงภาพ คนไม่เอาไหน ชีวิตไม่เป็นโล้เป็นพาย แต่จริงๆ แล้วเที่ยวไม่เอาถ่านเป็นเรื่องที่ดีกับสิ่งแวดล้อมและโลกของเรา เพราะถ่านในที่นี้คือ คาร์บอนไดออกไซด์ ตัวการที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
อพท.เน้นเรื่องความยั่งยืนจึงทำโครงการนี้ เพราะมีตัวเลขจากองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ หรือ UNWTO ยืนยันว่า ในแต่ละปีภาคการท่องเที่ยวได้ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึงเกือบ 5% ของปริมาณการปลดปล่อยก๊าซนี้ของทั้งโลก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเดินทางถึง 75% และยังคาดการณ์ด้วยว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 2.6 เท่า ภายในปี 2578 หรืออีก 20 ปีข้างหน้านี้
การท่องเที่ยวของเราต้องใช้รถยนต์ เครื่องบิน ต้องพักโรงแรมเปิดแอร์เย็นฉ่ำ กินอาหารก็ใช้ก๊าซหุงต้ม แถมสุดท้ายคือต้องทิ้งขยะตลอดอย่างไม่รู้ตัว ทั้งหมดทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งสิ้น
ไว้ฉบับหน้าเรามาดูว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้คนไทยรักธรรมชาติใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดคุ้มค่า...อย่าลืมมาติดตามกันครับ







