
ก่อการร้ายราคาแพง โลกผนึกกำลังสกัดทุกทาง
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เหตุวินาศกรรมกรุงปารีส คืนวันที่ 13 พ.ย. อาจไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดทุนโลกมากนัก สะท้อนจากตลาดหุ้นทั่วโลกที่กลับมาเขียวแทบจะยกกระดานกันได้ หลังผ่านพ้นความตกใจในวันจันทร์ที่ผ่านมา
แม้แต่ราคาทองคำที่ปกติมักจะพุ่งขึ้นทันที เมื่อเกิดสงครามหรือเหตุการณ์น่าตื่นตระหนกขึ้น ก็กลับดิ่งลงจนไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีมาแล้ว เนื่องจากนักลงทุนให้น้ำหนักกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในประชุมปลายปีนี้มากกว่า
ทว่าปฏิกิริยาของตลาดทุนโลกครั้งนี้ ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ชี้วัดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการก่อการร้ายทั้งหมด เพราะผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่แท้จริง เช่น การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนยังต้องรอวัดผลนานกว่านี้ และ “ราคาของก่อการร้ายที่แท้จริง” ก็อาจมีมูลค่าสูงกว่าที่เราจะคาดถึงได้
สถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (ไออีพี) ในสหรัฐ เปิดเผยตัวเลขต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่สูญเสียไปจากการก่อการร้ายในปี 2014 ว่า พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 5.29 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.85 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง 61% จากปีก่อนที่ 3.29 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.15 ล้านล้านบาท) และยังเพิ่มขึ้น 10 เท่า จากปี 2000
เฉพาะในสหรัฐ ซึ่งเป็นต้นตำรับของการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายทั่วโลก มีการประเมินว่า สหรัฐต้องใช้งบประมาณสูงถึงกว่าปีละ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 ล้านล้านบาท) หรือเทียบเท่ากับจีดีพีต่อปีของประเทศเอกวาดอร์ทั้งประเทศเลยทีเดียว
กอร์ดอน อดัมส์ ที่ปรึกษาด้านงบประมาณความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ ให้มุมมองกับซีเอ็นเอ็น มันนี เอาไว้ว่า การทุ่มสรรพกำลังทุกด้านเพื่อทำสงครามกับการก่อการร้าย โดยเฉพาะต่อกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) นั้น เป็นการทำสงครามที่มีราคาแพงมาก และราคาดังกล่าวเป็นเพียงค่าใช้จ่ายที่เปิดเผยได้เท่านั้น ยังไม่รวมการทำงานหลายอย่างที่ถือเป็น “ชั้นความลับ” (Classified) ที่ไม่มีใบเสร็จอีกด้วย
จากตัวเลขของสถาบันวิจัยเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม พบว่า ปัจจุบันนี้สหรัฐทุ่มงบประมาณไปกับการต่อสู้และป้องกันการก่อการร้ายมากกว่าทุกประเทศในโลก เฉพาะการทุ่มงบประมาณทางทหารของสหรัฐเพียงประเทศเดียวก็มากกว่างบทหารของ 7 ประเทศใหญ่รวมกัน ได้แก่ จีน รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อินเดีย และเยอรมนี
ด้าน สกอต สจ๊วต อดีตเจ้าหน้าที่การต่อต้านการก่อการร้ายของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เปิดเผยว่า การทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐนั้น ได้ขยายวงไปในแทบจะทุกหน่วยงานของรัฐ และลงรายละเอียดในแทบจะทุกภารกิจ ตั้งแต่การถล่มฐานที่มั่นของกลุ่มก่อการร้าย การสกัดแผนวินาศกรรม และอุดแหล่งเงินที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย การปกป้องสถานที่สำคัญๆ จากการโจมตี การดำเนินคดีตามกฎหมาย และการใช้วิถีทางการทูตเปลี่ยนแนวความคิดของคน
เพื่อให้ดำเนินภารกิจได้ครอบคลุมทั้งหมด รัฐบาลจำเป็นปฏิบัติการทั้งในและนอกบ้าน ตั้งแต่การฝึกอบรมตำรวจเพื่อเพิ่มการรักษาความปลอดภัยตามสนามบิน ไปจนถึงการปกป้องดูแลปศุสัตว์และแหล่งอาหารอื่นๆ ให้ปลอดภัยจากโรคและการปนเปื้อน
ยกตัวอย่างเช่น กองกำลังปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐที่มีงบประมาณเฉพาะปีละประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท) แต่ก็ยังสามารถได้งบประมาณเพิ่มเติมอีกจากงบประมาณปกติของกระทรวงกลาโหม และงบจากหน่วยงานที่สนับสนุนปฏิบัติการในต่างประเทศ
ขณะที่ก่อนหน้านี้ ในเวทีประชุมประจำปีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เอพีเอชเอส) โรฮัน กุนารัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อวิจัยการก่อการร้ายและความรุนแรงทางการเมือง ได้เน้นย้ำในที่ประชุมให้กลุ่มประเทศอาเซียนจำเป็นต้องร่วมมือกันต่อต้านการก่อการร้าย เพื่อปกป้องเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ที่จะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม
การหยิบยกความกังวลเรื่องการก่อการร้ายในอาเซียนขึ้นมาอีกครั้ง เป็นเพราะรูปแบบของภัยก่อการร้ายในภูมิภาคนี้เริ่มเปลี่ยนไป จากการรวมกลุ่มภายในเพื่อโจมตีในบ้าน เป็นการส่งคนไปร่วมกับไอเอสในตะวันออกกลาง เพื่อปฏิบัติการทั้งนอกบ้านและกลับมาโจมตีในบ้าน โดยมีการคาดการณ์ว่ามีกลุ่มก่อการร้ายประมาณ 30 กลุ่ม ที่ร่วมมือกับไอเอส ในจำนวนนี้มี 22 กลุ่ม มาจากอินโดนีเซีย และอีก 5 กลุ่ม มาจากมาเลเซีย หรือคิดเป็นคนจากอาเซียนที่ไปร่วมรบกับไอเอสประมาณ 600 คน
จำนวนดังกล่าว จึงยิ่งเพิ่มความน่าวิตกให้กับรัฐบาลในภูมิภาคนี้ เพราะเคยมีบทเรียนราคาแพงจากเหตุระเบิดบาหลีในปี 2002 ที่นักท่องเที่ยวลดลงถึง 57% ในปีนั้นหลังเหตุระเบิด และยอดจองโรงแรมลดลงฮวบฮาบในช่วง 2 สัปดาห์แรกจาก 70% มาอยู่ที่ 18% และสถานการณ์การท่องเที่ยวในบาหลีที่มีสัดส่วนถึง 1.3% ของเศรษฐกิจอินโดนีเซียก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ ต่อเนื่องมาอีกหลายปี เนื่องจากยังมีเหตุวินาศกรรมขนาดเล็กประปรายต่อเนื่อง
และบทเรียนล่าสุดที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันก็คือ เหตุวินาศกรรมย่านราชประสงค์ ในกรุงเทพฯ ที่แม้ว่าจะยังไม่มีการระบุชัดเจนว่าคนร้ายที่ก่อเหตุคือคนกลุ่มใด แต่ที่แน่ชัดก็คือ เหตุระเบิดดังกล่าวสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 6.4 หมื่นล้านบาท พร้อมประกาศเตือนการเดินทางของหลายประเทศ ซึ่งฉุดให้ยอดนักท่องเที่ยวลดลงถึงราว 1 ล้านคน
ขณะที่ ปีเตอร์ แพรท หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวกับบลูมเบิร์ก ว่า แม้ในสัปดาห์นี้ตลาดหุ้นจะไม่มีปฏิกิริยาตื่นตระหนกกับข่าวระเบิดในปารีสมากนัก แต่ก็ไม่ได้ช่วยในระยะยาวกับภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงมากนัก เนื่องจากเหตุวินาศกรรมครั้งรุนแรงนี้อาจเขย่าความเชื่อมั่นในวงกว้างจนกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน และการใช้จ่ายของผู้บริโภคตามมา
ดังนั้น ยิ่งเกิดเหตุวินาศกรรมกรุงปารีสก็ยิ่งมีแนวโน้มที่ทั่วโลกจำเป็นต้องทุ่มงบประมาณไปกับกิจกรรมต่อต้านการก่อการร้ายมากยิ่งขึ้น แม้จะเป็นการทำสงครามราคาแพง แต่ก็เป็นความจำเป็นที่ต้องทำเพื่อลดความสูญเสียมหาศาลที่เกิดจากการก่อการร้ายในแต่ละปี ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง
ทั้งนี้ แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตจากบางกลุ่มว่าการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอีกด้านหนึ่ง อาจให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าสำหรับบางกลุ่มธุรกิจ หรือแม้แต่รัฐบาลบางประเทศ ที่ส่งออกอุตสาหกรรมอาวุธยุทโธปกรณ์ ทว่าก็ยังไม่มีงานวิจัยหรือหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนอย่างเป็นทางการว่า การก่อสงครามนั้นคุ้มค่ากับการกระตุ้นเศรษฐกิจในบ้านจริงหรือไม่ ขณะที่รายงานของสื่อบางสำนักที่ระบุว่า รัสเซียต้องการทำสงครามเพื่อกระตุ้นราคาน้ำมันโลกให้เพิ่มขึ้น ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์อะไรให้เห็นในระยะสั้นได้ ตราบใดที่ปัญหาในซีเรียไม่ขยายวงไปยังประเทศอ่าวอาหรับที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในโอเปก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการกำหนดสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก
เดอะการ์เดียน รายงานว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางคาดว่าจะทุ่มงบไปกับการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มากถึง 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ ในขณะที่สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดจากวิกฤตการณ์ซีเรีย และผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดจากสงคราม ก็คืออุตสาหกรรมค้าอาวุธ ซึ่งจากตัวเลขของสถาบันวิจัยเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์มในปี 2013 พบว่า 20 อันดับบริษัทผลิตอาวุธรายใหญ่ที่สุดในโลก ล้วนเป็นบริษัทจากสหรัฐและยุโรป ซึ่งนำโดยฝรั่งเศส รัสเซีย และอิตาลี แต่รายได้จากอุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่ได้รับเชื่อมโยงกับจีดีพีประเทศให้เห็นภาพมากนัก
ทว่า ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ทั่วโลกจะหันมาทุ่มสรรพกำลังต่อต้านการก่อการร้ายมากขึ้น เพื่อลดความสูญเสียทั้งทางเศรษฐกิจและความสูญเสียต่อชีวิตที่ถูกประเมินมูลค่ามหาศาลจนทุบสถิติใหม่ออกมาแล้วในวันนี้







