
‘สมคิด’เพิ่มบทบาทนโยบายต่างประเทศ
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยหลังจากนี้เป็นต้นไป กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์จะเดินเกมรุกอย่างแน่นอน ให้ดูการทำนโยบายต่างประเทศของสิงคโปร์เป็นตัวอย่าง ที่แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็กแต่มีวิธีเดินนโยบายต่างประเทศ คือ 1.ใช้ความได้เปรียบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic) ที่ประเทศอยู่ในจุดที่เป็นแรงเหวี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศ 2.การวางนโยบายให้สอดรับกับประเด็นระดับโลก
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยหลังจากนี้เป็นต้นไป กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์จะเดินเกมรุกอย่างแน่นอน ให้ดูการทำนโยบายต่างประเทศของสิงคโปร์เป็นตัวอย่าง ที่แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็กแต่มีวิธีเดินนโยบายต่างประเทศ คือ 1.ใช้ความได้เปรียบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic) ที่ประเทศอยู่ในจุดที่เป็นแรงเหวี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศ 2.การวางนโยบายให้สอดรับกับประเด็นระดับโลก
ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศขนาดเล็กและผ่านการรัฐประหารมา พี่ใหญ่อย่างสหรัฐก็ไม่แฮปปี้นัก ดังนั้นไทยต้องทำนโยบายให้ถูก ตอนนี้ไทยอยู่ในเส้นทางสายไหมของจีน ญี่ปุ่นเองก็ลงทุนในไทยมากที่สุด และต้องการที่จะขยายตลาดไปอินเดีย และถ้าสหรัฐไม่ต้องการไทยหรืออาเซียนก็ยังมีรัสเซีย อินเดีย นี่คือพลังของภูมิรัฐศาสตร์ที่ประเทศไทยต้องใช้ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงต่างประเทศจะต้องออกแบบนโยบายให้สอดคล้องกัน ซึ่งจะเห็นว่าในกรอบทีพีพีประเทศไทยจะทำอย่างไร จะใช้การเป็นประธาน จี77 เป็นประโยชน์ได้อย่างไร
“ต่อไปนี้ไปต่างประเทศที่จะเน้นการทำการประชุม Joint Cabinet (ประชุมร่วมระดับคณะรัฐมนตรี) เพื่อเพิ่มบทบาทของตัวเอง คุณเป็นประเทศเล็กต้องทำแบบนี้ ไม่ได้ไปขายหมู ขายไก่ ยาง ข้าว 10 ปีที่แล้วผมก็ไปขายยาง ขายข้าว ตอนนี้ถ้าจะยังไปขายยาง ขายข้าวอีก มันน่าอายลูกหลานจริงๆ เลย ถ้าถามว่า ทำอะไรกันอยู่ เขาก็คงจะตอบแทนว่าตีกันอยู่” สมคิด กล่าว
สมคิด กล่าวว่า ไม่อยากให้ไปกังวลกับเศรษฐกิจรายไตรมาสมากนัก เพราะถ้ากังวลจนไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจมีแต่จะไหลลง หากต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตได้ 5-6% ต้องเร่งให้การลงทุนขยายตัวให้ได้ 10% ถ้าเอกชนบอกว่าโตไม่ได้ ต้องถามตัวเองก่อนว่า แล้วเมื่อไหร่ถึงจะลงทุน เพราะขณะนี้มาตรการจูงใจต่างๆ รัฐบาลก็ออกให้แล้ว ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลทำให้ประเทศ
ประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญที่สุด คือ การลงทุนเพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องรอข้อเสนอของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แต่รัฐบาลได้เตรียมเรื่องนี้มานาน โดยแนวทางที่จะดำเนินการนั้นคือ การสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจภายนอกและภายใน โดยการเพิ่มการเติบโตที่มาจากในประเทศให้มากขึ้น จากที่ละเลยแล้วไปให้ความสำคัญกับต่างประเทศมานาน
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.คาดว่าเศรษฐกิจปีหน้าโตได้สูงถึง 3.8% เพราะอยู่ใกล้ข้อมูลทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยกระทรวงคมนาคมประมาณการว่าจะมีโครงการที่จำเป็นต้องลงทุนถึง 1.9-2 ล้านล้านบาท โดยในปีหน้าจะมีการเบิกจ่ายงบลงทุนในส่วนนี้ถึง 3-4 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ยังพบว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐทำได้ดีขึ้นต่อเนื่อง จากไตรมาส 2 ของปี การเบิกงบลงทุนโครงการขนาดใหญ่ได้ 6,000 ล้านบาท พอมาไตรมาส 3 ได้ 8,000 ล้านบาท และไตรมาส 4 ผ่านมาได้เดือนกว่าเบิกจ่ายไปได้แล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท
บวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า แม้ปีหน้าเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มการขยายตัว แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม เช่น การที่อเมริกาจะปรับขึ้นดอกเบี้ย เศรษฐกิจจีนที่ยังมีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากที่ผ่านมาไทยส่งออกไปจีนกว่า 10% แต่เมื่อเศรษฐกิจจีนชะลอตัวก็จะส่งผลต่อการเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจยุโรปที่ปรับตัวดีขึ้นเพียงเล็กน้อย
ปัจจัยภายในที่ภาครัฐต้องแก้ไขและหาทางรับมือ คือ การแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบยาว และจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีปัญหา ส่งผลต่อกำลังซื้อของกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับครัวเรือนสูงมาก ส่วนสิ่งที่ไทยต้องปรับตัวเพิ่มขึ้น คือ การดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งมองว่าจะเป็นโอกาสในการสร้างการรับรู้ และทำให้เกิดธุรกิจในอนาคต
ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลต้องพยายามอุดช่องโหว่การอำนวยความสะดวกการลงทุน การสนับสนุนด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพราะถ้ารัฐบาลไม่มีความพร้อม นักลงทุนจะหันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านทันที
บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า เชื่อว่าภาพรวมการลงทุนในปีหน้าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งภาคการส่งออกและภาคการบริโภคในประเทศ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยอาจจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป แต่จะไม่ส่งผลต่อการทำธุรกิจมากนัก
“บรรยากาศการลงทุนปีหน้าน่าจะขยายตัว แต่การจะก้าวไปมันต้องช่วยกันทั้งรัฐและเอกชน ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจก็ฟื้นไม่ได้ และเราก็จะไม่หลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง” บุญทักษ์ กล่าว







