
เปิดม่านใหญ่
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ค่อนข้างถูกลดบทบาทลงไปไม่น้อย เนื่องจากในเชิงเศรษฐกิจนั้นหลายประเทศฉีกกันไปคุยในวงเอฟทีเอกลุ่มย่อย ซึ่งเดินหน้าไปได้เร็วกว่า ทำให้เวทีเอเปกค่อนข้างจะกลายเป็นเวทีทางการเมืองที่ติดตาจากการใส่เสื้อผ้าพื้นเมืองมาร่วมจับมือถ่ายภาพหมู่มากกว่า
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ค่อนข้างถูกลดบทบาทลงไปไม่น้อย เนื่องจากในเชิงเศรษฐกิจนั้นหลายประเทศฉีกกันไปคุยในวงเอฟทีเอกลุ่มย่อย ซึ่งเดินหน้าไปได้เร็วกว่า ทำให้เวทีเอเปกค่อนข้างจะกลายเป็นเวทีทางการเมืองที่ติดตาจากการใส่เสื้อผ้าพื้นเมืองมาร่วมจับมือถ่ายภาพหมู่มากกว่า
หากนับเวทีเอเปกในช่วง 5 ปีมานี้ จะพบว่าไม่ค่อยได้รับความสนใจมากเหมือนกับในช่วงแรกๆ เช่น เอเปก 2013 ที่อินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพ เพราะปีนั้นสหรัฐเกิดวิกฤตหนี้สาธารณะชนเพดาน ทำให้ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย
ส่วนใหญ่เอเปกจะโดดเด่นเมื่อไปจัดกันในประเทศใหญ่ที่เป็นมหาอำนาจของโลก เช่น ปี 2011 ในสหรัฐ ปีนี้สำคัญตรงที่ประธานาธิบดี โอบามา ผลักดันความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่มาเกิดผลในอีก 4 ปีให้หลัง หรือเอเปก 2014 ที่จีนเป็นเจ้าภาพ ซึ่งผู้นำประเทศและนักธุรกิจต่างก็ต้องการมาร่วมประชุม เพื่อคุยนอกรอบกันต่อไป
แต่การประชุมในปีนี้ที่ประเทศเล็กๆ อย่างฟิลิปปินส์ กำลังต่างออกไปด้วยหลายปัจจัยสำคัญ
ปัจจัยแรกนั้น แน่นอนว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุวินาศกรรมกรุงปารีส ทำให้ฟิลิปปินส์ต้องระดมกำลังทหาร-ตำรวจถึง 3 หมื่นนายคุมเข้มเต็มที่ หลังมีข่าวกลุ่มก่อการร้ายตัวแสบในบ้านอย่าง อาบูไซยาฟ และกลุ่มเจไอ ในประเทศเพื่อนบ้าน จะร่วมกันตั้งสาขาไอเอสในอาเซียน ทำให้ต้องคุมเข้มไม่ให้เกิดการโชว์แสนยานุภาพอะไรขึ้นมา
ต่อมาคือ กรณีพิพาทในทะเลจีนใต้ที่กำลังบี้กันอย่างหนักระหว่างสหรัฐกับจีน ฝ่ายหลังพยายามล็อบบี้ทุกวิถีทางไม่ให้เรื่องนี้เข้าเป็นวาระในที่ประชุม ขณะที่ฝ่ายแรกก็ล็อบบี้หนักเช่นกันผ่านทางประเทศพันธมิตรต่างๆ
ในเวทีระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นยังมาคุยทวิภาคีกับไทย ทั้งเรื่องสนับสนุนรถไฟความเร็วสูง การค้าการลงทุนในประเทศ และเรื่องขอให้ไทยเป็นหนึ่งเดียวกับอาเซียนในการแก้ปัญหาทะเลจีนใต้ด้วย
สุดท้ายคือ ประเด็นทางเศรษฐกิจที่เป็นหัวใจสำคัญหลักของการประชุม โอบามาจะกดดันให้ 12 ประเทศภาคีสมาชิกของทีพีพี จาก 21 ประเทศเอเปก เร่งพิจารณาและให้สัตยาบันภายในปีหน้า หลังจากที่มีการเผยข้อตกลงฉบับเต็มมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยย้ำความสำคัญของทีพีพีที่จะเป็นตัวแปรหลักต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกในศตวรรษที่ 21 และต้องจับตากันต่อไปว่า ฝั่งของจีนจะผลักดันข้อตกลงการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (เอฟทีเอเอพี) ออกมาแก้เกมอย่างไร หลังจากที่เปิดตัวไปในเวทีเอเปกปีที่แล้ว แต่ไม่ติดกระแสนัก และจะมีการคุยเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (อาร์เซป) หรือไม่
เวทีเอเปกงวดนี้จึงเป็นเวทีร้อนที่ต้องจับตาอย่างยิ่งค่ะ







