
แก้หนี้เสียครู ไม่พ้นมือ ธปท.
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
สถานการณ์หนี้สินของครูกำลังจะส่งผลต่อธนาคารเจ้าหนี้ที่ปล่อยกู้สินเชื่อครูอย่างมาก ได้แก่ ธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นธนาคารที่มีหนี้ครูมากที่สุด เพราะปล่อยกู้สวัสดิการให้ข้าราชการครูมาอย่างยาวนาน รองลงมาคือ ธนาคารกรุงไทย ที่มีสินเชื่อกรุงไทยธนวัฎ ที่ปล่อยกู้ให้กับข้าราชการ ส่วนธนาคารพาณิชย์อื่นให้กู้ในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคล
ยอดคงค้างสินเชื่อครูในธนาคารอื่นๆ ดูเล็กน้อย แต่ของธนาคารออมสินนับเป็นยอดคงค้างมากที่สุด เนื่องจากปล่อยกู้สวัสดิการให้ข้าราชการครูมาอย่างยาวนานมากกว่า 10 ปี การปล่อยกู้เริ่มตั้งแต่รายละไม่เกิน 2 แสนบาท เป็น 5-8 แสนบาท สุดท้ายสูงถึง 1.2 ล้านบาท/ราย
ปัจจุบันธนาคารออมสินมีเพดานให้กู้ครูได้สูงถึง 3 ล้านบาท/ราย ขณะที่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ครูได้รับการขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยไม่ถึง 20% แต่ธนาคารใช้สารพัดรูปแบบให้ปล่อยกู้ให้ได้มากตามนโยบายรัฐบาล ทั้งการเปิดให้ค้ำแบบบุคคล ค้ำไขว้ในกลุ่ม การเอาเงินฌาปนกิจที่จะได้เมื่อครูเสียชีวิตมาค้ำประกัน การทำประกันชีวิต
ภาวะดังกล่าวส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อครูในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของธนาคารออมสินโตแบบก้าวกระโดดไปแตะ 6 แสนล้านบาท และลดลงเหลือที่ 5 แสนล้านบาทในปัจจุบัน หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 36% ของพอร์ตสินเชื่อรวมของธนาคารที่ปัจจุบันอยู่ที่ 1.78 ล้านล้านบาท ขณะที่ผลดำเนินงาน 9 เดือนแรกปี 2558 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 1.57 หมื่นล้านบาท มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 2.23 ล้านล้านบาท
แต่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล เพิ่มไปอยู่ที่ระดับ 2% ของสินเชื่อรวม สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สาเหตุนอกจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวแล้ว ยังมีระเบิดลูกใหญ่รอปะทุอยู่ คือหนี้ที่ปล่อยกู้ให้ครูที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นหนี้เสีย
ก่อนหน้านี้ มีการรายงานคณะกรรมการธนาคารออมสินว่า กรณีร้ายแรงหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาหนี้ที่ปล่อยกู้ครู คาดว่าภายในเดือน พ.ย. 2558 จะมีครูที่ผิดนัดชำระหนี้จนกลายเป็นหนี้เสียอีก 8,000 ล้านบาท และเดือน ธ.ค.จะเพิ่มอีก 1.5 หมื่นล้านบาท หากเป็นอย่างที่คาดจริงกำไร 1.57 หมื่นล้านบาท ก็อาจจะถูกนำไปตั้งสำรองหนี้ตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทั้งหมด หรือถ้าตัวเลขหนี้เสียเร่งขึ้นกว่าที่คาด กำไรที่ได้ก็อาจไม่พอสำรองหนี้ได้
อะไรทำให้หนี้ครูขยายตัวสูงจนกินสัดส่วนที่สูงในพอร์ตสินเชื่อธนาคารออมสินเป็นเรื่องที่ต้องเจาะลึกลงไป
แหล่งข่าวจากธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า หนี้เสียครูเกิดจากหลายสาเหตุ ส่วนหนึ่งมาจากการปล่อยสินเชื่อโดยไม่ได้พิจารณาถึงความเสี่ยงอย่างเข้มงวด เนื่องจากมั่นใจในการเป็นข้าราชการมีความเสี่ยงน้อยกว่าเป็นพนักงานบริษัทเอกชน
นอกจากนี้ ได้มีข้อตกลงกับคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ให้ทำหน้าที่ติดตาม และหากมีครูค้างชำระหนี้ สกสค.ก็จะให้ธนาคาร
หักค่าติดตามทวงหนี้ ไปชำระหนี้ให้ครูก่อนได้ วิธีนี้ทำให้มีการเฝ้าระวังหนี้มาตลอด ยอดหนี้เสียจึงต่ำกว่า 1% มาตลอดหลายปี
แต่หลัง สกสค.เกิดปัญหานำเงินไปใช้ลงทุนผิดประเภท จนเกิดการตรวจสอบทุจริตภายในโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำให้การติดตามทวงหนี้สะดุด ประกอบกับครูเกิดปัญหาสภาพคล่องไม่สามารถชำระหนี้ได้ จำนวนครูที่ขาดชำระหนี้เกิน 3 เดือน จึงสูงขึ้นทันที และจะเริ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่เดือน พ.ย.นี้เป็นต้นไป
เมื่อกระบวนการติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิม ธนาคารก็จะต้องลงมาหาทางแก้ไขหนี้ครูด้วยตัวเอง ซึ่งธนาคารออมสินพยายามเร่งออกมาตรการสกัดหนี้เสียแบ่งครูที่ได้สินเชื่อออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ที่อยู่ในขั้นวิกฤต ได้แก่ ลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการถูกฟ้อง ถูกดำเนินคดี หรือถูกบังคับคดี ขาดความสามารถในการชำระหนี้จากสาเหตุที่จำเป็น มีทรัพย์สินน้อยกว่าหนี้สิน กลุ่มนี้ธนาคารจะชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดี หรือบังคับคดีไม่เกิน 3 ปี พักชำระดอกเบี้ยไม่เกิน 3 ปี แต่ให้ชำระหนี้เงินต้น เป็นต้น
กลุ่มที่ 2 กลุ่มลูกหนี้ใกล้วิกฤต กลุ่มนี้มีหนี้ค้างชำระเกินกว่า 12 งวดติดต่อกัน (ก่อนวันที่ 1 มิ.ย. 2558) จะให้พักชำระดอกเบี้ยไม่เกินครึ่งหนึ่งไม่เกิน 2 ปี แต่ให้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยส่วนที่เหลือ เมื่อครบ 2 ปี ให้นำดอกเบี้ยที่พักไว้เฉลี่ยจ่ายคืนรวมกับเงินงวดต่อไป
กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มลูกหนี้ที่มีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 12 งวดติดต่อกัน ให้ใช้วิธีปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามมาตรการของธนาคารออมสิน และกลุ่มที่ 4 ลูกหนี้ปกติ คือลูกหนี้ที่ยังไม่ได้ผิดนัดชำระ ธนาคารให้พักชำระเงินต้นไม่เกิน 2 ปี แต่ให้ชำระดอกเบี้ย
มาตรการดังกล่าวได้ปิดรับสมัครโครงการระยะที่ 2 ไปเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา มีครูลงทะเบียนกว่า 5.13 หมื่นราย คิดเป็นมูลหนี้รวม 7.21 หมื่นล้านบาท แต่มีลูกหนี้วิกฤตรุนแรงที่อยู่ระหว่างการถูกฟ้องร้องถูกดำเนินคดียอมเข้าโครงการเพียง 1,721 ราย เป็นเงิน 2,140 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ลูกหนี้ใกล้วิกฤตเข้าโครงการ 1,972 ราย เป็นเงิน 2,254 ล้านบาท
ส่วนลูกหนี้ที่ค้างชำระไม่เกิน 12 งวด 1.83 หมื่นราย เป็นเงิน 2.43 หมื่นล้านบาท สำหรับลูกหนี้ปกติกลับมาลงชื่อเข้าโครงการมากถึง 2.93 หมื่นราย เป็นเงินถึง 4.34 หมื่นล้านบาท
เท่ากับว่ามาตรการที่ออกมาไม่แก้ปัญหาหนี้ครูในส่วนที่กำลังจะกลายเป็นหนี้เสีย
สิ่งที่น่าเป็นห่วงจากนี้คือ หนี้ครูที่กำลังจะตกชั้นอีกราว 5 หมื่นล้านบาท ในปีหน้าจะหาทางจัดการอย่างไร และผลจากการออกมาตรการที่ไม่ตรงจุดอาจกลายเป็นระเบิดลูกที่ 2 เพราะอาจทำให้ครูที่เป็นลูกหนี้ปกติ และเลือกเข้าโครงการขอผ่อนแต่ดอกเบี้ย 2 ปี อาจจะไปก่อหนี้เพิ่มได้
นอกจากนี้ ธนาคารออมสินที่เผชิญกับปัญหาหนี้ครูแล้ว ยังมีธนาคารกรุงไทย สหกรณ์ออมทรัพย์ รวมทั้งการก่อหนี้ผ่านบัตรเครดิต การกู้จากนันแบงก์ หนี้บัตรสินเชื่อประเภทต่างๆ และหนี้นอกระบบ โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ออกมาระบุตัวเลขครูที่เป็นหนี้ทั้งระบบมี 4.2 แสนคน คิดเป็นยอดหนี้รวมสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ล่าสุดเท่ากับ 13 ล้านล้านบาท
ถือเป็นตัวเลขที่สูงลิบลิ่ว และเป็นส่วนหนึ่งที่กดดันให้หนี้ครัวเรือนของไทยไม่ลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ หากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของธนาคารออมสินแก้ไขปัญหาเพียงลำพัง อาจทำให้ปัญหาบานปลายไปกันใหญ่ ถ้าหนี้เสียจำนวนนี้ไม่ได้รับการแก้ไขได้ทันเวลา อาจจะส่งผลกระทบต่อฐานะของธนาคารออมสิน และธนาคารเจ้าหนี้อีกหลายแห่ง
การเข้ากำกับดูแลธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ของ ธปท.ในปีหน้าจะเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่จะพลิกโฉมหนี้เสียครู หากฝ่ายตรวจสอบ ธปท.ได้เห็นไส้ในของหนี้คงจะไม่สามารถเพิกเฉยต่อคุณภาพหนี้ได้ หากเห็นว่าหากปล่อยไว้จะสร้างปัญหาเหมือนที่กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์
ปัจจุบันมีเพียงกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ที่เข้ามาดูแลแก้ไขเรื่องนี้ร่วมกับธนาคารเจ้าหนี้ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของครู แต่ปัญหานี้อาจจะใหญ่เกินกว่าที่กระทรวงศึกษาธิการเพียงหน่วยงานเดียวจะดูแล เพราะปัญหาไม่ได้เกิดมาจากเงินเดือนครูที่น้อยจนไม่สามารถที่จะดำรงชีพได้ แต่เป็นเพราะไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของครูด้วย
การแก้ไขปัญหาระยะยาวของหนี้ครู คงหนีไม่พ้นมือของ ธปท.ที่จะต้องเข้ามาร่วมหาทางแก้ไขปัญหาให้ด้วยการสร้างวินัยทางการเงินไม่ให้ครูใช้จ่ายเกินตัว วนเวียนเป็นหนี้ไม่รู้จบ และต้องใช้เงินงบประมาณมาเพิ่มทุนให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหากหนี้เสียมีมากจนกระทบฐานะของธนาคาร







