
โชว์ตัวว่าที่นายกฯ พรรคการเมืองระส่ำ
อาจเรียกว่าเป็นข้อสรุปอย่างไม่เป็นทางการก็ว่าได้ สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของนายกรัฐมนตรี ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีความเห็นให้นายกรัฐมนตรีจะเป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้เพียงแต่ต้องผ่านการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร
อาจเรียกว่าเป็นข้อสรุปอย่างไม่เป็นทางการก็ว่าได้ สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของนายกรัฐมนตรี ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีความเห็นให้นายกรัฐมนตรีจะเป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้เพียงแต่ต้องผ่านการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร
ทว่า ความเป็นพิเศษของการกำหนดที่มานายกฯ ในเวอร์ชั่นของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. และคณะ คือ พรรคการเมืองจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่พรรคจะเสนอให้เป็นนายกฯ จำนวน 5 คนต่อสาธารณะก่อนวันเลือกตั้ง โดยไม่ได้บังคับว่าบุคคลทั้ง 5 คนจะได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.
กว่า กรธ.จะเคาะสูตรนี้ คณะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายบริหารได้เสนอ 2 สูตร โดยสูตรแรก คือ สูตรที่ กรธ.เห็นด้วยในข้างต้น แต่มีอีกสูตรที่กำหนดให้สภาสามารถลงมติเลือกบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งจะได้รับการเลือกให้เป็นหรือไม่ได้เป็น สส.มาดำรงตำแหน่งนายกฯ
อย่างไรก็ตาม จริงๆ แล้วในคณะอนุกรรมการฯ ก็มองถึงความจำเป็นของการให้นายกฯ ต้องเป็น สส.เหมือนกัน เพื่อให้คงไว้ซึ่งหลักการที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 บัญญัติเอาไว้และให้สอดคล้องกับแนวทางการทำงานที่ กรธ.กำหนดว่าหากเรื่องใดที่รัฐธรรมนูญในอดีตหลายฉบับเคยบัญญัติไว้จนเป็นหลักการสำคัญของประเทศแล้ว กรธ.จะไม่เข้าไปแก้ไขอีก
แต่สุดท้ายคณะอนุกรรมการฯ และ กรธ.ต่างเห็นตรงกันว่าควรปรับเปลี่ยนวิธีการได้มาซึ่งนายกฯ ใหม่
เหตุผลของการเปลี่ยนที่มานายกฯ สืบเนื่องมาจากได้มีการนำปัญหาทางการเมืองก่อนการรัฐประหารปี 2549 และ 2557 ที่ประเทศเกิดสุญญากาศจากการไม่มีนายกฯ ที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ ส่งผลให้ปัญหาของประเทศไม่มีทางออกเพราะติดล็อกทางกฎหมาย จนต้องล้มกระดานด้วยการรัฐประหารถึง 2 ครั้ง ดังนั้น กรธ.จึงเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรมีทางออกสำหรับปัญหานี้เอาไว้
แต่กระนั้นฝ่ายพรรคการเมืองที่ถือว่าเป็นฝ่ายตามติดการเขียนรัฐธรรมนูญมากที่สุดก็ได้แสดงท่าทีไม่พอใจกับการกำหนดที่มานายกฯ ในแบบดังกล่าวพอสมควร
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้มุมมองต่อปมนี้ว่า “ถ้าตามหลักการนายกฯ ต้องเป็น สส. จะทำให้ทุกอย่างง่าย เพราะต้องผ่านการเลือกตั้งและกระบวนการตรวจสอบในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้อนกันอยู่ 2 เรื่อง คือ ความพยายามของ กรธ.ที่ต้องการให้ประชาชนได้ทราบชื่อล่วงหน้า กับอีกด้านหนึ่ง คือ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกฯ ได้หรือไม่ จนทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความหวาดระแวงว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์หรือไม่”
เช่นเดียวกับ จาตุรนต์ ฉายแสง และแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ระบุว่า “กลไกนี้เป็นการปูทางให้คนนอกเป็นนายกฯ หรือไม่ โดยอาจฝากชื่อกับพรรคบางพรรค เป็นวิธีการกินทีละคำ”
ท่าทีของฝ่ายการเมืองที่ค่อนข้างรุนแรง กลายเป็นแรงผลักดันให้ประธาน กรธ.ต้องออกมาชี้แจงเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามใหญ่โต
“คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องผ่านถึง 3 ด่าน 1.พรรคการเมืองจะเป็นคนเสนอชื่อตัวบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี 2.ให้ประชาชนได้เห็นผ่านการเลือกตั้ง สส. 3.สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงมติเลือก การจะมีคนนอกหรือไม่มีคนนอกเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองเป็นผู้กำหนดทั้งสิ้น กรธ.ไม่ได้เกี่ยวข้อง และรัฐธรรมนูญก็คงไม่ไประบุรายละเอียดว่าจะต้องเลือกใคร” คำชี้แจงของประธาน กรธ. เมื่อวันที่ 16 พ.ย.
ทั้งนี้ หากมองลึกลงไปถึงการออกมาแสดงความต่อต้านเรื่องที่มานายกฯ ของพรรคการเมือง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพรรคการเมืองเห็นว่าการจัดทำบัญชีรายชื่อว่าที่นายกฯ 5 คนจะเป็นการสร้างปัญหาภายในพรรค โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่
กล่าวคือ การที่บุคคลถูกชูให้เป็นว่าที่นายกฯ ย่อมแสดงให้เห็นว่าคนอื่นๆ ที่อยู่ในบัญชีนั้นอยู่ในข่ายที่จะได้เป็นรัฐมนตรีก่อนใครเพื่อนด้วย หากพรรคการเมืองของตัวเองได้เป็นเสียงข้างมากและแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
สภาวะแบบนี้เป็นเรื่องผิดธรรมชาติของพรรคการเมืองใหญ่ เนื่องจากการจัดโผคณะรัฐมนตรี พรรคการเมืองจะดำเนินการภายหลังได้ตัวนายกฯ จากนั้นถึงค่อยมาคุยกันเฉพาะในแกนนำของพรรคว่าจะให้ใครเป็นรัฐมนตรีบ้าง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าสมาชิกพรรคจะไม่ค่อยมีส่วนร่วมมากเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย โดยคนอื่นๆ ในพรรคกว่าจะรู้ว่าใครได้เป็นรัฐมนตรีต้องรอถึงการประกาศในราชกิจจานุเบกษา
แต่เมื่อ กรธ.กำลังกำหนดให้พรรคการเมืองต้องเปิดโผว่าที่นายกฯ 5 คน แน่นอนว่าภายในพรรคการเมืองย่อมเกิดความไม่ลงรอยกัน เพราะย่อมเกิดคำถามในหมู่คนกันเองของพรรคว่าทำไมคนนั้นคนนี้ถึงได้สิทธิไปอยู่ในบัญชีรายชื่อว่าที่นายกฯ ถ้ารายชื่อเป็นที่ยอมรับในพรรคก็ดีไป แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น สิ่งที่จะตามมา คือ การแตกความสามัคคีภายในพรรค
ยิ่งระบบการเลือกตั้ง สส.แบบใหม่ที่ให้เลือก สส.เขตและบัญชีรายชื่อภายในบัตรเลือกตั้งหนึ่งใบ ซึ่งผู้สมัคร สส.ทั้งสองระบบต้องช่วยกันหาเสียงด้วยแล้ว แทนที่จะช่วยกันลงแรงหาเสียงจะกลายเป็นทางใครทางมันแทน ด้วยเหตุที่มีความหมั่นไส้กันอยู่ ที่สุดแล้วผลเสียจะตกอยู่กับพรรคการเมือง
จึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองจะออกมาส่งเสียงคัดค้านตั้งแต่ไก่โห่ หลังจากคำนวณดูแล้วว่าถ้าใช้ที่มานายกฯ สูตรนี้ พรรคการเมืองมีแต่เสียกับเสีย







