
แบงก์ชาติเดินหน้าผ่อนคลาย เมินเฟดขึ้นดอกเบี้ย
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
แนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ หลังจากที่ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด แสดงท่าทีชัดเจนต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้นักลงทุนเตรียมมุ่งกลับไปลงทุนในสหรัฐ ที่มีแนวโน้มจะให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวกระทบต่อประเทศเกิดใหม่ อย่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าอย่างจัง เพราะการหันกลับไปลงทุนในเงินเหรียญสหรัฐนั้น จะยิ่งทำให้ค่าเงินของประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อ่อนค่าลง ทุนไหลออก ต้นทุนในการกู้ยืมสูงขึ้น และกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในที่สุด
ครั้นธนาคารกลางจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มด้วยการดำเนินนโยบายการเงินแบบ “ผ่อนคลาย” เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ย ก็จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาเงินทุนไหลออก และทำให้ค่าเงินยิ่งอ่อนค่าลงไปมากอีก โดยเฉพาะค่าเงินริงกิตมาเลเซียที่อ่อนค่ามาตลอดทั้งปี 2015 โดยร่วงลงไปแล้วถึง 20%
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย.เป็นต้นมา บรรดาธนาคารกลางในอาเซียนกลับเรียกร้องให้เฟดเดินหน้านโยบายการเงินที่เข้มงวดอย่าง “ชัดเจน” เสียที เพราะความไม่แน่นอนของเฟดนั้น ส่งผลกระทบให้ตลาดเกิดความผันผวนอย่างหนัก
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ก่อนการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) วันที่ 16-17 ก.ย.บรรดาธนาคารกลางตลาดเกิดใหม่ต่างเรียกร้องให้เฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ย เพื่อยุติความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดทั่วโลก
สาเหตุที่บรรดาธนาคารกลางตลาดเกิดใหม่ต่างออกมาเรียกร้อง เป็นเพราะช่วงนั้นดัชนีเอ็มเอสซีไอตลาดเกิดใหม่ปรับร่วงลงไปถึง 9.3% ตลอดเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2012 และดัชนีค่าเงินรวมของตลาดเกิดใหม่ก็อ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 3 ปี เทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ จากความไม่แน่นอนของเฟดเองเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ
“พวกเราคิดว่าผู้กำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐกำลังงงไม่รู้จะทำอะไร ความไม่แน่นอนนี้เองที่ทำให้ตลาดผันผวนหนัก” เมียร์ซา อดิทยาสวารา รองผู้ว่าธนาคารกลางอินโดนีเซีย (บีไอ) กล่าวในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม จากการประชุมเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เฟดก็แสดงท่าทีชัดเจนจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ ซึ่งหมายถึงช่วงหลังการประชุมในวันที่ 15-16 ธ.ค. เนื่องจากปัจจัยการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มหมดไป โดยการเปิดเผยดังกล่าว พอดิบพอดีกับช่วงหลังจากที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ส่งสัญญาณกระตุ้นเพิ่มในปลายปีนี้
แน่นอนว่า ค่าเงินของประเทศเกิดใหม่อย่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อ่อนค่าขึ้นจากการเปิดเผยดังกล่าว แต่ความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาด กลับไม่มากเท่าช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.
ดัชนีเอ็มเอสซีไอตลาดเกิดใหม่รอบสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลงไปทั้งสิ้น 3.9% ซึ่งตกลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน 25 ก.ย. ช่วงหลังจากการประชุดเอฟโอเอ็มซีที่ผ่านมาแล้ว
นอกจากนี้ ค่าเงินเองก็ยังผันผวนน้อยกว่าช่วงดังกล่าวอีกด้วย โดยจากดัชนีความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินของ เจ.พี.มอร์แกน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา น้อยกว่าช่วงการอ่อนค่าเงินของจีนในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับความไม่แน่นอนของเฟดเสียอีก
ดังนั้น การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ จึงอาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากเท่าที่คาดไว้ และยังเป็นผลดีในการช่วยลดความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดเสียอีก
ในขณะเดียวกัน บรรดาธนาคารกลางต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ยังถูกกดดันให้ “ทำอะไรสักอย่าง” กับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงเสียที โดยการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ๆ ในภูมิภาคนี้ ต่างชะลอตัวกันทั้งนั้น อย่างไรก็ตามอัตราเงินเฟ้อยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่บรรดาธนาคารกลางตั้งเอาไว้
ตัวอย่างเช่น ประเทศไทย เพิ่งปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของปี 2015 นี้ ลงจากเดิมที่อยู่ที่ 3% เป็น 2.8% โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ไปแล้วอย่างไม่คาดคิดถึง 2 ครั้ง เหลือ 1.5%
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยก็ยังเผชิญกับการส่งออกหดตัว ภัยแล้ง และการใช้จ่ายภาครัฐที่ยังไม่ถึงภาคเศรษฐกิจเสียที และอัตราเงินเฟ้อติดลบ 0.8% เอง ก็เปิดช่องให้ ธปท.ดำเนินมาตรการผ่อนคลายอื่นๆ อีกได้ในอนาคต
ด้านอินโดนีเซีย ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาค ขยายตัว 4.73% ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามกลับเป็นผลมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐ มูลค่า 50.9 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 1.3 แสนล้านบาท) มากกว่าที่จะเป็นด้านการบริโภคที่เป็นส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 7.5% เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่อินโดนีเซียยังใช้มาตรการ “ผ่อนคลาย” อื่นด้วยการปรับลดอัตราเงินทุนสำรองในรูปแบบค่าเงินรูเปียห์ของธนาคารพาณิชย์ลงจาก 8% เป็น 7.5% และจะเริ่มมีผลนับตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.เป็นต้นไป แสดงให้เห็นว่าวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายไม่ได้มีแค่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว
ขณะที่เศรษฐกิจมาเลเซียในไตรมาส 3 ขยายตัว 4.7% เมื่อเทียบไตรมาส 2 ที่ 4.8% โดยเฉพาะภาคการบริโภคที่ขยายตัวเพียง 4% เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยที่อยู่ที่ 6% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อของมาเลเซียยังอยู่ในช่วงเป้าหมายพอดิบพอดีที่ 2.5% จากเป้าหมายที่ 2-3%
ภาคการบริโภค ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจกลับมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่ำกว่า 4% เสียอีก เนื่องจากการประกาศใช้ภาษีสินค้าและบริการ (จีเอสที) ที่จะทำให้สินค้าและบริการราคาสูงขึ้น และหากเศรษฐกิจโตต่ำลงเรื่อยๆ ธนาคารกลางมาเลเซียก็คงไม่อยู่เฉยๆ
อย่างไรก็ตาม มาตรการของมาเลเซียอาจไม่ออกมาในรูปแบบของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ออกมาในรูปแบบอื่นๆ เช่นเดียวกับอินโดนีเซียเสียมากกว่า เนื่องจากมาเลเซียมีความเสี่ยงมากกว่าประเทศอื่น ด้วยค่าเงินริงกิตที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในภูมิภาค และปัญหาเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรงถึง 3.37 หมื่นล้านริงกิต (ราว 2.76 แสนล้านบาท)
ปัญหาสุดท้ายคือเรื่องเงินทุนไหลออกจากประเทศเหล่านั้น ซึ่งจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นหลังเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยจากการประเมินของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) ทุนจะไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด 5.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 19 ล้านล้านบาท) ในปี 2015
อย่างไรก็ตาม มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของทั้งอีซีบีและธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ต่างยังคงปั๊มเงินเข้าสู่ระบบ ที่จะทำให้นักลงทุนมีเงินในมือเพิ่มขึ้นและเอามาลงทุนตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก และไม่หยุดแค่สหรัฐที่แม้ผลตอบแทนจะดีกว่าก็ตาม
ด้วยความไม่แน่นอนของเฟดที่เริ่มหมดไป ประกอบกับบรรดาธนาคารกลางต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีช่องทางให้ออกอาวุธ และในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ คงเลี่ยงที่จะเห็นธนาคารกลางต่างๆ “ตัดใจ” กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มไม่ได้แล้ว







