
ปั้นอุตสาหกรรมอนาคต
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่สนับสนุนให้ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายในอนาคตได้รับสิทธิประโยชน์ในการลงทุนเพิ่มเติมสูงเป็นกรณีพิเศษไม่ได้มาโดยง่าย แต่มากด้วยหลักการและมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการดึงเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในอนาคต
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่สนับสนุนให้ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายในอนาคตได้รับสิทธิประโยชน์ในการลงทุนเพิ่มเติมสูงเป็นกรณีพิเศษไม่ได้มาโดยง่าย แต่มากด้วยหลักการและมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการดึงเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในอนาคต
อรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม ที่เป็นผู้ผลักดัน กล่าวว่า 10 อุตสาหกรรมที่ถูกอนุมัติให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายได้จากการศึกษาของกระทรวงการคลัง ตามการวิเคราะห์แนวโน้มของโลก ทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การพัฒนาความเป็นเมือง การพัฒนาเทคโนโลยีรุ่นใหม่ รวมทั้งการสัมภาษณ์เจาะลึกนักลงทุนนักธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศ 70 ราย จึงได้อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยควรให้การส่งเสริม 2 กลุ่ม
กลุ่มแรก เป็นอุตสาหกรรมที่ต่อยอดจากจุดแข็งเดิมที่อุตสาหกรรมในประเทศไทยมีศักยภาพ (First S-curve) ประกอบด้วยอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารแห่งอนาคต
กลุ่มที่ 2 อุตสาหกรรมสำหรับอนาคต (New S-curve) ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ คาดว่าทั้งสองกลุ่มนี้จะส่งผลต่อการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศเพิ่มขึ้นโดย 70% มาจากกลุ่มที่ต่อยอดจากจุดแข็งเดิม ส่วนอีก 30% มาจากอุตสาหกรรมสำหรับอนาคต
ครม.เห็นว่าประเทศไทยสามารถผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (S-curve) ได้ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่ 1 คือ First S-curve ซึ่งเป็นการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้วในประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยผลิตโดยการลงทุนชนิดนี้จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะกลาง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มอุตสาหกรรมในปัจจุบันนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนา S-curve ในรูปแบบที่ 2 คือ New S-curve ควบคู่ไปด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบของการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อเปลี่ยนรูปแบบสินค้าและเทคโนโลยี โดยอุตสาหกรรมใหม่หรืออุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้จะเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (New Growth Engines) ของประเทศ ซึ่งการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมจะสามารถเพิ่มรายได้ของประชากรได้
อีกทั้งมีการศึกษาพบว่า หากการลงทุนในประเทศเติบโตได้เฉลี่ย 10% จะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศสามารถหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้ จึงต้องเร่งกระตุ้นให้เกิดการลงทุน
ครม.จึงมีมติ 1.มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปพิจารณาจัดทำนโยบายส่งเสริมการลงทุนต่อไป
2.เห็นชอบในหลักการที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง ที่จะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนเงินทุน จึงมอบหมายให้กระทรวงการคลังไปพิจารณามาตรการสนับสนุน
3.เห็นชอบในมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิประโยชน์การพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค
4.เห็นชอบในการผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย จึงมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมไปพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษให้มีความสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการฯ ที่จะแต่งตั้งขึ้น
ไม่เพียง 10 กลุ่มเท่านั้นที่รัฐบาลเร่งกระตุ้นให้เกิดการลงทุน พจณี อรรถโรจน์ภิญโญ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า บีโอไอมีมติเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา เพิ่มกิจการเป้าหมายที่จะให้สิทธิประโยชน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษอีก 10 กลุ่มกิจการ รวมกับของเดิมที่ได้รับการส่งเสริมอยู่แล้ว 13 กิจการ รวมเป็น 23 กิจการ ในจำนวนนี้มี 22 กิจการไม่ต้องทำ
อีไอเอ ยกเว้นการตั้งนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้นที่ต้องทำอีไอเอ







